วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

แนะอยากได้ลูกชายต้องทานอาหารให้พลังงาน


วิจัยพบแม่ที่ทานอาหารให้พลังงานเยอะช่วงเริ่มต้นตั้งครรภ์มักได้ลูกชาย

      สำนักข่าวบีบีซีรายงานผลการศึกษาล่าสุดที่พบว่าประเภทอาหารที่ผู้หญิงรับ ประทานในช่วงที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์อาจมีผลต่อการกำหนดเพศของลูกที่จะเกิด มา เพราะนักวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงและรับ ประทานอาหารเช้าเป็นประจำมีเปอร์เซ็นต์ในการได้ลูกชายมากกว่า

นักวิจัยเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาศึกษาพบนี้น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีว่าทำไมจำนวน เด็กที่เกิดขึ้นมาในสมัยนี้จึงมีสัดส่วนเป็นเด็กชายลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะว่าคนสมัยนี้นิยมรับประทานอาหารที่พลังงานต่ำกันมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้การวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแห่ง เอ็กซ์เตอร์ และมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และชีววิทยา ชื่อ biological sciences สำหรับรายละเอียดของการวิจัยนั้น นักวิจัยทำการศึกษาผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษจำนวนทั้งสิ้น 740 คน โดยทีมนักวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างทั้งช่วงก่อนและหลังระยะที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

ผลการศึกษาพบว่า 56% ของผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงที่สุดในช่วงใกล้เคียงกับที่ เกิดการปฏิสนธิในครรภ์ได้ลูกเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่พลังงานในระดับต่ำสุดในช่วงเวลาของการ ปฏิสนธิเช่นกันได้ลูกชายเพียงแค่ 45%

นอกจากนี้แล้วนักวิจัยยังพบด้วยว่าผู้หญิงกลุ่มตัวอย่างที่ได้ลูกชายมักเป็นคน ที่เลือกรับประทานแต่อาหารที่ให้พลังงานสูงหลากหลายชนิด ได้แก่ โปแตสเซียม แคลเซียม วิตามิน ซี อี และบี 12 และยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงเหล่านี้มักเป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำอีกด้วย

เมื่อศึกษาสัดส่วนเพศของทารกที่คลอดในอังกฤษจากสถิติการคลอดย้อนหลังแล้วจึงพบแนว โน้มที่น่าสนใจประการหนึ่งว่าจำนวนเด็กชายที่คลอดในประเทศอังกฤษนั้นมีแนว โน้มลดลองเรื่อย ๆ และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การลดลงอย่างฮวบฮาบแต่ก็ถือว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือลดลงมาปีละ 1 %มาโดยตลอด ทั้งนี้มีการวิจัยออกมาก่อนหน้าว่าคนในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายมักจะรับ ประทานอาหารที่ให้พลังงานกันน้อยลง โดยจะเห็นได้จากปริมาณแคลอรี่โดยเฉลี่ยของอาหารที่คนรับประทานกันที่มีแนว โน้มลดต่ำลง อีกทั้งพบว่ามีคนจำนวนมากขึ้นที่มักจะไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า

เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงกับการได้ลูกเป็นเพศ ชายนั้นไม่ใช่แต่มีเพียงการศึกษาในคนอย่างในครั้งนี้เท่านั้น โดยพบว่าก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เคยศึกษาพบมาก่อนแล้วว่าสัตว์ที่รับ ประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงก็มักมีแนวโน้มในการได้ลูกตัวผู้มากกวาเช่น เดียวกัน

ที่มา สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

โรคอ้วนภัยร้ายที่มากับอาหารทำลายเด็กไทย


     ในปัจจุบันเด็กไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร เด็กจะรับประทานอาหารมากเกินไป จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยกลายเป็น โรคอ้วน

 ส่วน หนึ่งของปัญหานี้เกิดจากการขาดการดูแลที่ดีจากบิดามารดาหรือความเข้าใจผิด ว่าเด็กอ้วนคือเด็กมีสุขภาพดี และอนาคตเด็กอ้วนเหล่านี้จะมีปัญหาสุขภาพอันได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ  โรค กลุ่มอาการที่ดื้อต่อสารอินซูลิน นอนกรน หยุดหายใจขณะนอนหลับ นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคอ้วนยังนำไปสู่โรคทางจิตใจด้วย เช่น ไม่ค่อยคบเพื่อน เกิดโรคซึมเศร้า และในรายที่รุนแรงมากอาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย

      กอง โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับอาหารมากเกิน ไป ทำให้มีน้ำหนักมากไม่เหมาะสมกับส่วนสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพ เป็นโรคเรื้อรังต่างๆในเด็ก และลดน้ำหนักได้ยากมากยิ่งขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน โรคเรื้อรังดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากขึ้นและเสียชีวิตได้ง่าย

แนวทางแก้ไขเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน (เริ่มอ้วน/อ้วน)     ติดตามการชั่งน้ำหนักทุกเดือนและวัดส่วนสูงทุก  6 เดือน แนะนำการให้อาหารครบทุกกลุ่มได้แก่ เนื้อสัตว์/ไข่/นม ข้าว-แป้ง ผัก ผลไม้ และน้ำมัน ในปริมาณที่เหมาะสมและควรกินให้หลากหลาย ลดอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ อาหารประเภทข้าว-แป้ง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง เผือก มัน เป็นต้น และอาหารไขมัน เช่น น้ำมัน กะทิ ควรหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ผัด แกงกะทิหรือขนมใส่กะทิ งดกินจุกจิก เช่น ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม    ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20 นาที และเครื่องไหวร่างกายเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬา วิ่งเล่น เดินขึ้น-ลงบันได

            ขณะเดียวกันแพทย์ไทยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์จุล  ทิสยากร มูลนิธิเด็กโรคหัวใจได้เผยเกี่ยวกับโรคอ้วนในเด็กว่า   เมื่อ 40 ปีก่อน แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเด็กของประเทศไทยพบกับปัญหาโรคขาดอาหารในเด็กเป็นจำนวนมาก   และโรคขาดอาหารในเด็กได้ค่อยๆหมดไป

            แต่ที่กำลังกลายเป็นปัญหากับสังคมไทยแทนก็คือโรคอ้วนในเด็กอาจเป็นเพราะเด็กรับ ประทานอาหารมากเกินไปจนน้ำหนักตัวมากจนอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งในปัจจุบันพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของเด็กในกรุงเทพมหานคร  
           
            การป้องกันโรคอ้วนต้องเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเข้มงวดตั้งแต่แรกคลอด        โดย ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งทำให้เด็กมีโอกาสอ้วนน้อยกว่าเด็กที่ เลี้ยงด้วยนมวัว ในเด็กที่โตขึ้นครอบครัวมีหน้าที่จัดการและให้ความรู้เรื่องอาหารกับการออก กำลังกาย

หลักเกณฑ์ที่สำคัญเพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างได้ผล คือ ประการแรก ตั้งเป้าและจัดรายการเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคนโดยพิจารณาจากอายุ ความรุนแรงของน้ำหนักที่มากเกินไป และโรคที่มีร่วมด้วยแล้ว ประการที่สอง ครอบครัวต้องร่วมด้วยในภาคปฏิบัติ ประการที่สาม มีการประเมินผลบ่อยๆ ประการที่สี่ ต้องคำนึงถึงความประพฤติ สังคม และจิตใจของเด็กด้วย ประการสุดท้าย ให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแปลงอาหารและการออกกำลังกายที่เด็กและครอบครัว
นำไปปฏิบัติได้จริงๆ

ซึ่งน้ำหนักตัวของแต่ละคนคือ body mass index (bmi) ซึ่งคำนวณได้จากสูตรซึ่งใช้ได้ทั้งเพศหญิงและชาย

โดยการหาค่า bmi = น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) / ความสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง

การแปลผล bmi ที่คำนวณได้
            ค่า bmi (กก/ม2) การแปลผล
            20-25                            ดีที่สุด
            25-30                            น้ำหนักเกิน
            30-34                            อ้วน
            35-44                            อ้วนจนต้องระวังสุขภาพ
            45-49                            อ้วนจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
            มากกว่า 50                     ซุปเปอร์อ้วน (อันตรายมาก)
(ค่าปกติของ bmi ในเด็กที่อายุมากกว่า 9 ปี)
เด็กชาย             = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 13
เด็กหญิง            = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 14)
 
จะ เห็นได้ว่า ความสำเร็จในการควบคุมน้ำหนักขึ้นกับความร่วมมือของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ที่ต้องยอมรับการจัดกิจกรรมร่วมกัน เช่น การเล่นกีฬา และการเปลี่ยนแปลงชนิดอาหารและวิธีการเตรียม  เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ไม่ควรใช้ยาเพื่อการควบคุมน้ำหนัก  ส่วน วิธีการผ่าตัดต่างๆเพื่อลดน้ำหนักจะพิจารณาใช้เฉพาะกับเด็กที่เจริญเติบโต เข้าสู่วัยหนุ่มสาวแล้วเท่านั้น และจะต้องเป็นโรคอ้วนที่อ้วนจนมีปัญหาต่อสุขภาพแล้วเพราะมีโรคแทรกซ้อนหรือ น้ำหนักมากถึงขั้นซุปเปอร์อ้วน

เรื่องโดย : นายพิทักษ์  ชนะวงศากุล 

10 ข้อเตือนสาวระวังภัยทางเพศจ่อเชือดกาแฟ


 "อย." จ่อเชือด กาแฟ-น้ำส้ม ปลุกเซ็กซ์ หลังรู้ผลตรวจส่วนผสม ใน 2 สัปดาห์ ด้าน"ชวรัตน์" สั่งคุมเข้มเส้นทางนำเข้า จากประเทศกลุ่มเสี่ยง ชี้ไม่มีผสมยาปลุกเซ็กซ์ อาจเป็นการอุปาทาน จากการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เผยประสานทางลับ กับตำรวจสืบหาแหล่งต้นตอเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ระบุโฆษณา เว็บไซต์-แมกกาซีน มีโทษปรับ ประสานไอซีทีเฝ้าระวังยกเลิก เตือนสาว 10 ประการระวังภัย
         
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 เม.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วยทีมงาน ได้เดินทางมาเข้าพบ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข และ นพ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมนำตัวอย่างเครื่องดื่มชนิดผงที่ต้องสงสัย 3 ประเภท คือ กาแฟผงชงน้ำร้อนสำหรับผู้ชาย โดยหน้าซองระบุว่า good for man (กู๊ด ฟอร์ แมน) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เคยตกเป็นข่าวมาแล้ว กาแฟผงพร้อมดื่มสำหรับผู้หญิง โดยหน้าซองระบุว่า enegy coffee (เอ็นเนจี้ คอฟฟี่) และน้ำส้มผงชงกับน้ำสำหรับผู้หญิง orange (ออ เร้น) บรรจุในซองสีทอง มอบให้ อย. ไปตรวจสอบ โดย นางปวีณา ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนว่าเมื่อผู้หญิงดื่มกาแฟ และน้ำส้มดังกล่าวเข้าไปแล้วจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มและมีอารมณ์ทางเพศ ไม่ทราบว่ามีสารอะไรผสมอยู่จึงอยากให้มีการตรวจสอบและเตือนผู้หญิงทุกคน
         
ด้าน นายชวรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขรู้สึกห่วงใยผู้บริโภค โดยเฉพาะสุภาพสตรี อย่างไรก็ตามขอแจ้งให้ทราบว่า ไม่มีกาแฟผสมยาปลุกเซ็กซ์ แต่อาจเป็นการอุปาทานจากการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หรือถ้ามีการใส่  สารซิลเดนาฟิล ซึ่งเป็นยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อย. ก็ได้มีการดำเนินการไปแล้วกับกาแฟยี่ห้อหนึ่ง ที่ผ่านมา

อย. ได้มีการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเต็มที่ อีกทั้งได้มีการประสานทางลับกับตำรวจในการสืบหาแหล่งต้นตอเพื่อดำเนินการตาม กฎหมาย อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ได้สั่งการให้ อย. คุมเข้มและเฝ้าระวังด่านอาหารและยา ในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์กาแฟผงสำเร็จรูปดังกล่าว และชนิดที่ผสมสารอื่น ๆ เช่น สมุนไพร สารสกัด คอลลาเจน แล้วนำมาอวดอ้างว่ามีสรรพคุณในเชิงป้อง กันรักษาโรค เช่น ลดความอ้วน ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ซึ่งการอวดอ้างดังกล่าว อย. ไม่เคยอนุญาตให้มีการโฆษณา
        
 ส่วน นพ.ชาตรี กล่าวว่า ทาง อย. จะนำเครื่องดื่มชนิดผงที่ได้รับมอบไปดำเนินการตรวจสอบว่ามีความผิดปกติหรือ มียาผสมหรือไม่ ซึ่งกาแฟที่ นางปวีณา นำมามอบให้ถือเป็นยี่ห้อใหม่ ไม่ใช่ยี่ห้อเดิมที่ทาง อย. เคยตรวจสอบก่อนหน้านี้และพบว่า มีการผสมสารซิลเดนาฟิล ที่เป็นยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ผู้สื่อข่าวถามว่า สารซิลเดนาฟิล    มี ฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศในผู้หญิงได้หรือไม่ นพ.ชาตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าจะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศใน ผู้หญิง
          
ทาง ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.กองควบคุมอาหาร อย. กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กาแฟที่ นางปวีณา นำมายื่นฉลากบนซองไม่ถูกต้อง เพราะมีการเพิ่มข้อความ “golden bull” (โกลเด้น บูล) และมีรูปกระทิงอยู่บนซอง อีกทั้งสถานที่นำเข้าและจัดจำหน่ายไม่ถูกต้อง ตามที่ขึ้นทะเบียน กับ ทาง อย. ไว้ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากนี้หากส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วพบว่า มียาแผน  ปัจจุบันตัวอื่นในกาแฟ จะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
         
ผอ.กอง ควบคุมอาหาร กล่าวต่อว่าส่วนน้ำส้มบรรจุซองแบบผงคงต้องไปตรวจสอบแหล่งจัดซื้อ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดบนซอง หากพบว่าไม่ขึ้นทะเบียนกับ อย. จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2  ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากมีการโฆษณาข้อมูลอันเป็นเท็จทางเว็บไซต์จะประสานไปยังกระทรวงเทค โนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อให้เฝ้าระวังและยกเลิกข้อความดังกล่าว และจะดำเนินการปรับ 5,000 บาท ส่วนที่มีการลงโฆษณา ในนิตยสาร จะทำหนังสือขอให้ยกเลิกการโฆษณาและดำเนินการปรับเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ผลการตรวจสอบเครื่องดื่มข้างต้นจะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์ หากพบว่ามีการใส่สารต้องห้ามหรือยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีการนำ เรื่องเข้าสู่คณะกรรมการอาหารเพื่อยกเลิกเลขสารบบอาหารต่อไป

ขณะที่ นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขอเตือนสุภาพสตรี 10 ข้อ         เพื่อให้ระมัดระวังตัวเอง คือ 1. อย่าไปเที่ยวคนเดียว ควรมีเพื่อนที่ไว้ใจไปด้วย 2. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ และหากต้องดื่มควรดื่มพอประมาณ เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลา 3. การดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด ควรดื่มแต่น้อย เพื่อรู้รสชาติ และหากรสชาติไม่คุ้นให้หยุดดื่ม 4. ไม่ควรรับเครื่องดื่มจากคนไม่รู้จัก ไม่สามารถเชื่อใจได้ 5.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแก้วเดียวกันหลายคน เพราะไม่รู้ว่ามีการใส่อะไรลงไปบ้าง 6. ควรดื่มเครื่องดื่มที่แกะต่อหน้า ไม่ใช่เปิดมาก่อน 7. หากต้องไปเข้าห้องน้ำหรือไปเต้นรำ กลับมาควรเปลี่ยนแก้วใหม่ 8. ให้ตั้งข้อสงสัยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงว่า อาจมีสิ่งปลอมปนที่ไม่ปลอดภัย 9. หากภาชนะที่บรรจุ ไม่มีชื่อผลิตภัณฑ์ ไม่มีเลขสารบบ อย. ไม่มีสถานที่ผลิต อย่าซื้อและอย่าบริโภค 10. หากพบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย โฆษณาโอ้อวดเกินจริง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ สาธารณสุขจังหวัดเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป


ที่มา: เดลินิวส์
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

มะกันระบุ ทานมื้อเช้าช่วยรักษาหุ่น


เผยคนกินอาหารเช้ามักไม่อ้วนและชอบออกกำลังกาย

สำนัก ข่าวรอยเตอร์รายงานว่าทีมนักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่าวัยรุ่นที่ รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าคนที่ไม่กิน อาหารเช้า อีกทั้งยังมักจะออกกำลังกายมากกว่าด้วย

ทั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบการรับประทานอาหร น้ำหนักตัว และวิถีชีวิตอื่นๆ ของคนวัยรุ่นจำนวน 2,216 คนในเมืองมินนีอาโปลิส ในรัฐมินเนโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนักวิจัยได้ทำการติดตามผลเป็นเวลานานถึง 5 ปี ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีอายุต่ำกว่า 15 ปีเมื่อเริ่มการวิจัย และผลการวิจัยครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ pediatrics

สำหรับ ข้อสรุปที่ได้จากการวิจัยนี้นั้นนักวิจัยกล่าวว่ายิ่งเด็กๆ รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมากเท่าไหร่ ดัชนีมวลกายของพวกเขายิ่งต่ำมากกว่าเท่านั้น โดยผลการวิจัยระบุว่าเด็กที่มักจะไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัว มากกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าทุกวันโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 2.3 กิโลกรัม

สิ่ง ที่เราศึกษาพบในการวิจัยนี้คือเด็กที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำโดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ทานทุกวันจะมีสุขภาพโดยรวมดีกว่ามาก ในแง่ของการมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีกว่าคุณมาร์ค เปเรียรา หัวหน้าทีมนักวิจัยจากโรงเรียนการสาธารณสุขศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมินเนโซตากล่าว

เด็ก พวกนี้มักจะมีการเคลื่อนไหวออกกำลังกายมากกว่า และมีการเลือกรับประทานอาหารโดยรวมที่ดีกว่าอีกด้วย ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงมีการรับเอาไขมันเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่ต่ำกว่า ได้คลอเลสเตอรอลน้อยกว่า และได้ใยอาหารมากกว่า คุณเปเรียรากล่าว

ทั้งนี้นักวิจัยกล่าวว่ามีการคาดการณ์กันว่ามีเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ที่มักจะไม่รับประทานอาหารเช้าและการคาดการณ์นี้ก็มาพร้อมๆ กับปัญหาเรื่องโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นในสหรัฐฯ ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นัก วิจัยกล่าวด้วยว่ามันอาจจะฟังแล้วเหมือนจะเป็นสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของคน โดยทั่วๆ ไปอยู่บ้างที่ว่าคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้ากลับจะอ้วนกว่าคนที่รับประทาน เป็นประจำแต่สิ่งที่ทีมของคุณเปเรียราศึกษาพบก็คือว่าการเติมอาหารเช้าเข้า ไปในท้องนั้นทำให้คนเราสามารถควบคุมความรู้สึกอยากอาหารไปได้ตลอดทั้งวันจึง อาจทำให้เราไม่รับประทานอาหารมากไปในมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำ

แต่ อย่างไรก็ดีคุณเปเรียรากล่าวว่า การรับประทานอาหารเช้าที่หมายถึงในการวิจัยนี้นั้นไม่ใช่อะไรก็ได้เป็นต้น ว่าโดนัทเคลือบช็อกโกแลต อะไรทำนองนั้นแต่หมายถึงอาหารเช้าที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจริง ๆ

และ ก็ไม่เพียงแต่เด็กวัยรุ่นเท่านั้นที่หากรับประทานมื้อเช้าแล้วจะทำให้มีผลดี ต่อสุขภาพการศึกษาก่อนหน้านี้โดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ ซึ่งทำในคนวัยกลางคนจำนวน 7,000 คนก็พบเช่นเดียวกันว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนที่ไม่ทาน

ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

สนุก-สุขภาพดี กับแอโรบิกดานซ์



ส่งเสริมการทำงานของหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
 
ใครจะเชื่อล่ะว่าการออกกำลังกายด้วย แอโรบิกดานซ์ (aerobic dance) จะสร้างพลังแห่งชีวิตได้ไม่ แพ้การฟิต แอนด์ เฟิร์ม ด้วยวิธีอื่นๆ ก่อนอื่นต้องขอ บอกก่อนว่าอย่าประมาทแอโรบิกดานซ์เป็นอันขาด เพราะถ้าเทียบกับการเล่นเวท ที่เราเห็นหนุ่มๆ เล่นจนกล้ามขึ้นเป็นมัด ๆ แล้วล่ะก็ อยากกระซิบบอกว่า ฟอร์มดี แต่สุขภาพนี่อาจแย่กว่าการเต้นแอโรบิกก็ได้ (ใครจะไปรู้)

เอ้า! จริง ๆ นะ เพราะแอโรบิกดานซ์ เป็นการออกกำลังกาย แบบแอโรบิก (aerobic exercise) ประเภทหนึ่งที่ใช้เวลานานพอที่จะทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการสร้าง พลังงาน ทำให้หัวใจและปอดถูกกระตุ้นซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกาย การออกกำลังกายที่ถือว่าเป็นแอโรบิกนั้นเขาบอกว่าจะต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ เช่น แขน ขา, หนักพอ, นานพอ และต้องทำติดต่อกัน

ส่วนการเล่นเวทเป็นเพียงการออกกำลังกายแบบอนาโรบิก (anaerobic exercise) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้แป้งอย่างเดียว (ไม่ใช้ไขมัน) จึงเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ดี (พอ) ถ้าทำอย่างเดียวโดยขาดการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมาประกอบ (จริง ๆ นะ)

นี่แหละเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายแบบ แอโรบิก จึงทำให้ร่างกายใช้พลังงานสูงขึ้น หัวใจและปอดทำงานเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งสุขภาพทั่วไปแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เหนื่อยอ่อนเพลียง่าย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว อาหารไม่ย่อยจะหมดไป ขับถ่ายสบาย ท้องไม่ผูก นอนหลับง่ายและหลับสนิทขึ้น ลดความเครียด ความวิตกกังวล และอารมณ์ซึมเศร้า หรืออาการทางประสาทอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังทำให้ไม่อยากบุหรี่ ไม่อยากดื่มเหล้า เบียร์ สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น ลดความอ้วนได้ผลดีที่สุด ทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส อารมณ์เยือกเย็นมั่นคง ความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น กระดูกแข็งแรงขึ้น เป็นวิธีป้องกันโรคหัวใจที่ได้ผลดีที่สุด ช่วยฟื้นฟูสภาพหัวใจที่ผิดปกติ เช่น หลอดเลือดโคโรนารี ของหัวใจตีบตัน

การออกกำลังกายด้วยแอโรบิกดานซ์ ซึ่งเป็นแบบ แอโรบิก จึงส่งผลดีต่อสุขภาพที่อยากแนะนำให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ ยุคใหม่หันมาเล่นกัน เพราะไม่ใช่การออกกำลังกายที่ยุ่งยาก

แอโรบิกดานซ์นั้นเป็นการออกกำลังกายที่แตกต่างไปจาก การบริหารร่างกายอื่น ๆ เพราะเป็นการนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมาเข้าจังหวะกับเพลง ด้วยการนำท่ากายบริหาร ท่าเต้นรำ การฝึกร่างกายแบบโยคะ มาผสมผสานกันโดยให้ท่าทางต่าง ๆ เข้ากับจังหวะเพลง ซึ่งมีผลส่งเสริมระบบการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น สร้างสรรค์ความอดทนและความแข็งแรงของหัวใจ ปอด และระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

จุดเด่นของแอโรบิกอยู่ที่การออกกำลังกายที่มุ่งฝึกฝนระบบหายใจ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก ตามการเคลื่อนไหวของร่างกายตามจังหวะเพลง ด้วยลีลา ท่วงทีในการออกกำลังกายที่ตื่นเต้นเร้าใจ คล้ายกับการเต้นรำทั่วไป จึงเป็นการออกกำลังกายที่สนุก เพราะทำเป็นกลุ่ม และจังหวะดนตรีช่วยให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยและความเบื่อหน่ายได้ด้วยการหายใจ เข้าออกอย่างแรง จนทำให้หัวใจและหลอดเลือดเกิดความแข็งแกร่งและความอดทน

นอกจากนี้ยังได้พบว่า จากการออก กำลังแอโรบิกดานซ์นี้ ทำให้เกิดการไหลเวียน ของเลือดแรงพอที่จะไปกระตุ้นให้ต่อมในสมองหลั่งฮอร์โมน เอนดอร์ฟินส์ ออกมา ทำให้รู้สึกสบาย ปลอดโปร่ง แจ่มใส หายเมื่อยล้า และติดใจอยากออกกำลังกายอยู่เสมอ

มาดูกันว่าก่อนที่เราจะไปสนุกกับการออกกำลังกายประเภทนี้ จะเตรียมตัวกันอย่างไร ก่อนอื่นดูที่อุปกรณ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิกดานซ์นั้นประกอบด้วย เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม มีเทปเพลงและเครื่องบันทึกเสียง พื้นห้องควรมีการยืดหยุ่น

แอโรบิกดานซ์นั้นใช้เวลาทั้งหมด 30-45 นาที โดยแบ่งการออกกำลังกายเป็น 3 ขั้นตอน เริ่มจากช่วงอบอุ่นร่างกาย (warm - up) เป็นการอุ่นเครื่องให้กล้ามเนื้อเริ่มทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น พร้อมที่จะออกกำลังมากกว่าปกติ ถ้าหากออกกำลังกายโดยไม่มีการอุ่นร่างกายก่อน อาจทำให้กล้ามเนื้อเป็นอันตรายได้ เช่น กล้ามเนื้อฉีก เคล็ด หรือขัดยอก เป็นต้น

ช่วงต่อมาคือแอโรบิก (aerobic) เป็นขั้นตอนของการบริหารร่างกาย ช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงาน ซึ่งเป็นผลทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สามารถเพิ่มหรือลดบางส่วนของร่างกายได้ และสุดท้ายคือช่วงผ่อนคลาย (cool - down) เป็นการบริหารอย่างช้า ๆ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่เพิ่งทำงานหนักค่อย ๆ ผ่อนคลาย รวมทั้งลดการทำงานของหัวใจให้เข้าสู่สภาวะปกติ ในขั้นนี้จะเน้นการหายใจ เข้า - ออก อย่างช้า ๆ ทำร่างกายให้สบาย ผ่อนคลายที่สุด

นอกจากนี้ ยังอาจแยกย่อยอย่างละเอียดได้อีกถึง 5 ขั้นตอน คือ
1. การอบอุ่นร่างกาย (warm up)
2. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (stretching)
3. ช่วงแอโรบิก (aerobic workout)
4. ช่วงผ่อนคลาย (cool-down)
5. การบริหารเฉพาะส่วน (floor work)

อย่างไรก็ตามแม้การออกกำลังกายจะมีประโยชน์ ต่อสุขภาพ แต่หากเราไม่รู้หลัก และขาดความระมัดระวัง ก็อาจทำให้เกิดโทษได้ ดังนั้น ผู้ที่จะฟิตร่างกายด้วย แอโรบิกดานซ์ จะต้องมีช่วงอายุที่เหมาะสม คืออายุ ไม่มากเกินไป เพราะระบบอวัยวะในร่างกายของคนที่อายุมาก มักจะทนต่อการเต้นที่ใช้เวลานานไม่ได้ หรือผู้ที่เต้นจะต้องไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการออกกำลังกาย เช่น เป็นโรคหัวใจ โรคความดันสูง อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ โรคปวดหลัง และคนที่เป็นโรคอ้วนมาก ๆ ควรปรึกษาแพทย์ ก่อนที่จะออกกำลังกาย

และถ้าจะให้ดีควรมีครูฝึกที่มีประสบการณ์ซึ่งเราสามารถ ขอคำแนะนำต่าง ๆ ได้...แล้วอย่าลืมมาสนุกกับ แอโรบิกดานซ์กันนะ... เอ้า ฟิต แอนด์ เฟิร์ม
 
ที่มา
ข้อมูลจาก :
มติชน
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

เสริมกำลังผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย ด้วยการเดิน


วิธีออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก ปลอดภัย ทำได้สม่ำเสมอ
 
การออกกำลังกายโดยการเดิน เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพราะนอกจากเป็นการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ยังเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายต่อการควบคุมระดับความแรงในการออกกำลังกาย และสะดวกต่อการวัดระดับความแรงในการออกกำลังกายโดยการจับชีพจร ผู้ป่วยสามารถเพิ่มระดับความแรงในการออกกำลังกายได้อย่างช้าๆ ซึ่งจะปลอดภัยกับผู้ป่วยยิ่งขึ้น

           การเดินออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ค่อน ข้างปลอดภัย โดยเฉพาะถ้าเริ่มเดินอย่างช้าๆ เช่นการเดินบนพื้นราบด้วยความเร็วสม่ำเสมอให้ได้ระยะทาง 1.6 กม.ใน 30 นาที จะต้องใช้พลังงานในการเดินประมาณ 2-3 เท่าของร่างกายขณะพักเท่านั้น ซึ่งการใช้พลังงานระดับนี้เทียบเท่ากับการใช้พลังงานในการทำกิจวัตรประจำวัน ภายในบ้าน และเมื่อออกกำลังกายไประยะหนึ่งแล้วก็สามารถเพิ่มความเร็วในการเดินได้ อย่างไรก็ดีก่อนการเพิ่มความเร็วในการเดินควรเพิ่มระยะเวลาในการเดินให้ได้ อย่างน้อย 30 นาทีก่อน

           ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมอุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกายให้พร้อมซึ่งได้แก่ รองเท้า ควรเป็นรองเท้าสำหรับเล่นกีฬา ที่มีแผ่นรองรับเท้าที่มีความนุ่มเพื่อลดแรงกระแทกขณะเดิน ถุงเท้าระบายอากาศได้ดี นาฬิกาสำหรับจับชีพจร และถ้าอากาศร้อนมากอย่าลืมเรื่องน้ำสะอาดที่จำเป็นต้องได้ชดเชยหลังการออก กำลังกายด้วย

           การออกกำลังกายนั้นจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย ก็ต่อเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างถูกต้องและต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมในการเดินสำหรับตัวเอง เช่น บางคนสะดวกที่จะเดินตอนเช้า บางคนเดินตอนเย็น นอกจากนี้ก็ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมและสะดวกที่จะออกกำลังกายด้วย และจะดีขึ้นไปอีก  ถ้ามีเพื่อนร่วมออกกำลังกายสักคนสองคน เพราะอาจทำให้บางคนสามารถที่จะออกกำลังกายได้สม่ำเสมอยิ่งขึ้น
 
  ที่มา
ข้อมูลจาก : น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

มะกันเจ๋ง พบแนวทางรักษาโรคซึมเศร้า


ระบุการออกกำลังกายและการทำให้อารมณ์ดีมีความสัมพันธ์กัน
 
บีบีซี นิวส์ ออนไลน์ รายงานการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐที่อาจนำไปสู่วิธีรักษาโรคซึมเศร้าใหม่ๆในอนาคต โดยในการทดลองพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึม เศร้ามีอาการดีขึ้นได้ ซึ่งการค้นพบนี้อาจนำไปสู่การพัฒนายาที่ให้ผลแบบเดียวกับการออกกำลังกายได้ ในอนาคต โดยทำงานพุ่งเป้าไปที่ยีนอย่างหนึ่งในสมอง

           ทั้งนี้นักวิจัยศึกษาเพื่อมุ่งทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลัง กายและการทำให้อารมณ์ดี โดยเน้นศึกษาพื้นที่สมองส่วนที่เรียกว่า hippocampus ที่ปัจจุบันเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาเพื่อหาทางพัฒนายารักษาโรคซึมเศร้า อยู่แล้ว

           ขณะเดียวกันนักวิจัยยังมุ่งหายีนที่เกี่ยวข้องด้วย โดยพัฒนาวิธีทดสอบเพื่อดูว่ายีนชนิดใดในพื้นที่ดังกล่าวทำงานเพิ่มขึ้นใน ระหว่างการออกกำลังกาย และได้พบยีนชนิดหนึ่งที่โดดเด่น มีชื่อเรียกว่า  vgf อันเป็นยีนที่เกี่ยวพันกับเคมี growth factor chemical ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเซลล์ประสาท ซึ่งตรงกับสมมุติฐานของนักวิจัยที่เชื่อว่าการจะแก้ปัญหาอาการซึมเศร้าได้จะ ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกัน ไม่ใช่ปรับเฉพาะเคมีที่อยู่รอบเซลล์เท่านั้น

           จากนั้นได้พัฒนาเคมีชนิดหนึ่งและนำไปทดสอบกับหนู พบว่ามีผลกระทบต่อพฤติกรรมที่มีลักษณะเดียวกับยาต้านโรคซึมเศร้าในมนุษย์ แต่นักวิจัยเชื่อว่ายาที่มีฐานมาจากยีน vgf อาจจะดีกว่ายาต้านโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน

           มาร์คัส โรเบิร์ต ผู้อำนวยการด้านนโยบายของสถาบัน mind กล่าวว่า แพทย์ควรให้การรับรองการออกกำลังกายเพื่อใช้รักษาปัญหาทางจิต ซึ่งที่ผ่านมาทางสถาบันให้การรับรองมานานแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นวิธี หนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงปัญหาสุขภาพจิตได้ ในขณะที่ผู้มีปัญหาดังกล่าวเปิดเผยว่าการออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา
 
ที่มา
ข้อมูลจาก : โลกวันนี้
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

รักษ์สุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย สร้างภูมิคุ้มกัน


 “ฝากออมสินสุขภาพ” ทุกคุณค่าเหมือนยาวิเศษ

จากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้ผู้คนในสังคมยุคปัจจุบันมีการใช้เครื่องทุ่นแรงมาอำนวยความสะดวกให้กับตนเองมากขึ้นมีการใช้แรงใช้กล้ามเนื้อประกอบภารกิจในการดำรงชีวิตประจำวันน้อยลง ส่งผลให้สุขภาพพื้นฐานและสมรรถภาพทางกายลดลง เพราะขาดการเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกาย

ยิ่งในสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกันสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดความกดดันและความเครียดสะสมทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้ผันแปรไปตามสภาวะของแรงกดดัน ก่อให้เกิดสภาวะความหวาดวิตกในความไม่มั่นคงของชีวิต นำไปสู่อาการของโรคเครียด โรควอตกกังวล โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคเจ็บป่วยทางสังคมอีกหลายชนิด ที่โถมกระหน่ำเข้าสู่บุคคลทุกเพศทุกวัยและทุกฐานะอาชีพ

ด้วยเหตุนี้การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี จึงเปรียบเสมือนยาวิเศษที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจได้ค่อนข้างมั่นคงถาวรและเป็นรูปธรรม หากได้มีการออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็กอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองในแต่ละวัย การออกกำลังกายจึงไม่ต่างอะไรกับการได้ “ฝากออมสินสุขภาพ” ให้กับตนเองช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงเป็นทุนสำรองไว้ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บในยามที่เข้าสู่วัยเสื่อมและวัยชรา ซึ่งจะเริ่มมีอาการปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 30 ปีเป็นต้นไป

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงมิใช่เพียงแต่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี มีอารมณ์แจ่มใสมั่นคง และมีความอดทนอดกลั้นต่อความกดดันของสังคม ที่บีบคั้นได้อย่างมากมายมหาศาลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งสามารถที่จะจำแนกวัตถุประสงค์ของการออกกำลังกายได้เป็น 4 ประการหลัก คือ

1. การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษา การออกกำลังกายประเภทนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการบำบัดรักษา ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรืออาการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่ติดต่อ อาทิเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคภูมิแพ้ โรคเครียดและโรคปวดหลัง ฯลฯ

ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันให้การยอมรับและใช้วิธีการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในการบำบัดรักษาอาการของโรคดังกล่าว เพื่อลดการใช้ยาให้น้อยลงและสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้สูงขึ้นเป็นการรักษาอาการของโรคควบคู่ไปกับการใช้ยา ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการจัดโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอาการของโรค และเหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกกำลังกายโดยเฉพาะอย่างใกล้ชิด

2. การออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูสภาพร่างกายการออกกำลังกายประเภทนี้ จะกระทำต่อจากการบำบัดรักษาหรือภายหลังจากอาการเจ็บป่วยทุเลาลงจนกระทั้งหายเป็นปกติ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายที่เสื่อมสภาพหรือทรุดโทรมลงในช่วงที่เจ็บป่วย ให้กลับฟื้นคืนสู่สภาพที่แข็งแรงเป็นปกติ อาทิเช่น อาการเจ็บไข้ไม่สบายโดยทั่วไป อาการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อาการเจ็บจากการเล่นหรือการแข่งขันกีฬา อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมทั้งอาการเสื่อมสภาพของร่างกายที่เกิดจากการขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งภายหลังจากอาการเจ็บป่วยทุเลาหรือหายเจ็บป่วยแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรงกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

3. การออกกำลังกายเพื่อการสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง การออกกำลังกายประเภทนี้มุ่งสร้างเสริมสุขภาพร่างกายจากสภาวะที่เป็นปกติให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงในองค์รวมของสุขภาพและสมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาความอดทนของระบบหายใจและไหลเวียนเลือด การสร้างเสริมความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัวและส่วนประกอบของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายสามารถประกอบภาระกิจในชีวิตประจำวันที่หนักและนานได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการเหน็ดเหนื่อยง่าย เป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกายที่จะช่วยป้องกันมิให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเพิ่มขึ้น สามารถประกอบหน้าที่การงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

4. การออกกำลังกายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถสูงสุดของร่างกาย การออกกำลังกายประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นการออกกำลังกายที่มุ่งพัฒนาทักษะและสมรรถภาพทางกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายของแต่ละบุคคลให้พัฒนาไปสู่ศักยภาพหรือความสามารถสูงสุดในแต่ละด้านที่ต้องการ เช่น ความแข็งแรง ความเร็ว กำลัง ความคล่องแคล่วว่องไว ความแม่นยำ ปฏิกิริยาการรับรู้การสั่งงานของสมอง ความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวและการทรงตัวที่ดี เป็นต้น

ซึ่งนอกจากจะทำให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเหนือกว่าคนทั่วไปแล้ว ยังสามารถปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายประเภทนี้จะใช้เฉพาะสำหรับนักกีฬาหรือบุคคลที่มีสุขภาพพื้นฐานแข็งแรง และมีการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายอย่างเป็นระบบ โดยผู้ฝึกสอนกีฬาหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฝึกสมรรถภาพเฉพาะด้านที่มีความสามารถ เช่น การออกกำลังกายหรือการฝึกซ้อมของนักกีฬาประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญและจำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพที่จะขาดเสียมอได้ ตราบใดที่ร่างกายยังมีลมหายใจและมีการเคลื่ยนไหว ทุกคนควรให้ความใส่ใจในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพ การออกกำลังกายจึงเปรียบเสมือนอาหารที่ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมที่จะทำหน้าที่และยืนหยัดเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ

เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในการดำรงชีวิต การออกกำลังกายนอกจากจะเป็นการให้อาหารเสริมกล้ามเนื้อและกระดูกโดยตรงแล้ว ยังช่วยเป็นการกระตุ้นระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยรักษาและชะลอการเสื่อมสภาพของอวัยวะรวมทั้งระบบโครงสร้างของร่างกาย ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดีทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ มีสุขภาพกายแข็งแรงและสุขภาพจิตเบิกบานแจ่มใส มีอายุยืนยาวและดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

มาออกกำกายกัน เพื่อสุขภาพและบุคคลิกภาพที่ดูดีของท่าน 

ที่มาจาก : สสส.

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

มะกันชวนออกกำลังกายเซฟค่าน้ำมัน


ใช้การเดิน วิ่ง แทนขับรถ ช่วยลดโลกร้อน
 
หลายคนอาจจะจินตนาการไม่ออกว่า "โรคอ้วน" และ "โลกร้อน" จะมีความเชื่อมโยงกันได้อย่างไรแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของสหรัฐออก มายืนยันว่า เราทุกคนสามารถลดแคลอรีไปพร้อมๆ กับช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนไปใน เวลาเดียวกันได้

           "เอพี" รายงานว่าเพียงแค่คุณๆ หยุดขับรถส่วนตัว แล้วหันมาเดินหรือขี่จักรยานไปไหนมาไหนแค่เพียงชั่วโมงครึ่ง รวมทั้งบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เท่านี้ก็จะช่วยรักษาโลกและรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กันเรียกว่าได้ประโยชน์แบบ 2in 1 เลยทีเดียว

           เพราะจากการคำนวณของนักซิทยาศาสตร์พบว่า หากคนอเมริกันอายุประมาณ 10-70 ปี หันมาใช้การเดินไปไหนมาไหนสักชั่วโมงครึ่งต่อวัน แทนที่จะขับรถไปก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดก๊าซเรือนกระจกลงได้มากถึง 64 ล้านตันต่อปี

           นอกจากนี้ยังจะสามารถประหยัดการใช้น้ำมันได้อีกราว 6.5 พันล้านแกลลอน ซึ่งจะทำให้คนอเมริกันประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมันไปได้กว่า 3 พันล้านปอนด์

           "ดร.โฮเวิร์ด ฟรัมคิน" ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ระบุว่าซีดีซีตัดสินใจเผยแพร่โครงการที่ให้ประโยชน์สองด้านในเวลาเดียวกัน เพื่อต่อสู้กับโลกร้อนและโรคอ้วนด้วยการออกกำลังกายทุกๆ วันเช่นการเดินไปโรงเรียน หรือเดินไปทำงาน

           ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อภาวะสาธารณสุขของทุกประเทศโดยองค์การอนามัย โลก (who) ประเมินว่า ในปี 2543 มีผู้คนราว 160,000 คนเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ท้องร่วง ภาวะทุพโภชนาการและเสียชีวิตจากน้ำท่วม ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

           ดร.ฟรัมคินกล่าวในการประชุมด้านสาธารณสุขประจำปีว่า สิ่งสำคัญคือต้องให้ผู้คนลดการขับรถลงให้ได้ เพราะนอกจากการใช้จักรยาน หรือเดินจะช่วยลดความอ้วนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนแล้ว ยังช่วยลดหมอกควันลดการเสียชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุ รวมถึงช่วยลดภาวะโรถกกระดูกพรุน (osteoporosis)

           ทั้งนี้ งานวิจัยงาน "พอล ฮิกกินส์" นักวิทยาศาสตร์ประจำสมาคมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐที่เผยปพร่ในปี 2548 ก็พบว่าคนที่เดินเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงครึ่งทุกวันจะมีน้ำหนักลดลงประมาณปีละ 13 ปอนด์และหากทุกคนหันมาเดินแทนการขับรถ ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีลงได้รวมกันมากถึง 10.5 ล้านล้านแคลอรี ขณะเดียวกันก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณเทียบเท่ากับ ที่รัฐนิวเม็กซิโกปล่อยออกมา

           ด้าน "ดร.โรเบิร์ต ลอว์เรนซ์" จากสกูล ออฟ พับลิก เฮลท์ จากสถาบันจอห์น ฮอปกินส์ระบุว่า นอกเหนือจากการลดการขับขี่แล้วการเปลี่ยนมาบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลงก็มี ส่วนช่วยลดโลกร้อนเช่นกัน เพราะการเลี้ยงสัตว์จะใช้พลังงานและที่ดินมากกว่าการปลูกผลไม้ผักและเมล็ด พันธุ์ธัญญาหารต่างๆ
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

แนะผู้สูงอายุ เหยียด–ยืด–หด เพิ่มความแข็งแรง ลดโรค



พบอายุ 60 ขึ้นมีการออกกำลังน้อย ส่งผลต่อระบบของร่างกาย
 
จะขอพูดถึงผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและไม่เคยหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะว่าผู้ที่ออกำลังกายอยู่เสมอตลอดมาเมื่อ ท่านสูงอายุแล้วท่านย่อมมีความเข้าใจที่ดีต่อการออกกำลังกาย ดังนั้นจีงอยากเน้นผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายว่าจะออกกำลัง กายอย่างไรดี จึงเป็นประโยชน์มากว่าโทษที่อาจจะเกิดขึ้น

ส่วนใหญ่ที่ผู้สูงอายุจะมาเริ่มออกกำลังกายเมื่อบั้นปลายของชีวิตมักจะประสบ กับปัญหาเรื่องสุขภาพ และได้คำแนะนำจากคุณหมอว่าจะต้องออกกำลังกาย เพื่อชะลอความป่วย หรืออาจจะรักษาอาการป่วย หรือ คงสภาพของร่างกายให้มีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น

การออกกำลังกายในผู้สูงอายุสามารถทำได้ง่ายๆ คือ การอบอุ่นร่างกาย เพียง 5 นาที โดยการเหยียดแข้ง เหยียดขา แกว่งแขน วิ่งเหยาะๆ ช้าๆ หลีกเลี่ยงการกระแทกหรือสะบัด ออกกำลังกายอย่างจริงจัง 25 – 30 นาที สัปดาห์ละ 3- 4 ครั้ง เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การว่ายน้ำ ฯลฯให้มีความเหนื่อย แต่ไม่หนักเบาจนเกินไปโดยดูว่าถ้าเหนื่อยมากแสดงว่าหนักเกินไป ถ้าไม่รู้สึกเหนื่อยแสดงว่าเบาเกินไป สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกาย ควรเริ่มทำครั้งละน้อยๆ อาจเป็น 5-10 นาทีแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนสามารถออกกำลังกายได้นานติดต่อกันประมาณ 20-30 นาที เสร็จแล้วผ่อนให้เย็นลง 5 นาที โดยผ่อนลงทีละน้อยอย่าหยุดทันที เช่น ลดความเร็วของการวิ่ง เป็น วิ่งช้า จาก เดินเร็ว เดินช้า

ผู้สูงอายุควรจะต้องออกกำลังให้ข้อต่อต่างๆ มีการเหยียด – ยืด – หด เพื่อให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย มีความยืดหยุ่นได้ดี การเดิน- การวิ่ง- การขี่จักรยาน ข้อต่อบริเวณคอ หลัง เอว มีการเคลื่อนไหวน้อย ที่เคลื่อนไหวออกกำลังมาก เป็นข้อสะโพก ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อไหล่ การว่ายน้ำ ยิ่งว่ายท่าต่างๆมากท่าจะมีการเคลื่อนไหวข้อได้มากขึ้น จะต้องออกกำลังให้เกิดการทรงตัวดีขึ้น คนที่ทรงตัวดีจะสามารถเดินบนกระดานแผ่นเดียวได้ การเดิน – การวิ่ง เป็นการฝึกการทรงตัวอย่างหนึ่ง

ประโยชน์ที่ได้จากการออกกำลังกายของผู้สูงอายุนั้นมีทั้งผลที่มีต่อระบบ หัวใจ หลอดเลือด และ การหายใจ รวมทั้งผลต่อเลือดด้วย ในการออกกำลังกายประเภทที่ใช้ความอดทนเป็นเวลานาน หัวใจจะมีปริมาตรเพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ครั้งละมากๆ มีการกระจายของหลอดเลือดฝอยมากขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจได้รับเลือดหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ระดับของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง ภาวะอุดตันของหลอดเลือดแดงลดน้อยลง เป็นต้น
ผลทางด้านระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างโดยเป็นการเพิ่มกำลังของกล้าม เนื้อ(muscular strength)เพิ่มความอดทนของกล้ามเนื้อ (muscular endurancd) กล้ามเนื้อทำงานได้นานขึ้น พังผืดและเอ็นแข็งแรงขึ้น ทำให้ข้อต่อมีความมั่นคงมากขึ้น ข้อต่อมีการอ่อนตัวดีขึ้น ทำให้การทรงตัว, การอ่อนตัว,การเคลื่อนไหวสะดวกขึ้น ปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายทั้งในและนอกอำนาจจิตใจดีขึ้น โดยเฉพาะการสั่งงานของกล้ามเนื้อจะทำงานได้ดี ทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆประสานงานกันได้ดีและมีประสิทธิภาพ

ผลทางด้านเมตะบอลิสม์และน้ำหนักของร่างกาย ช่วยลดไขมันของร่างกาย ป้องกันไม่ให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้น จึงสามารถป้องกันการเป็นโรคเบาหวานได้ด้วย และทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น ผู้สูงอายุที่ออกกำลังเสมอ จะไม่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องผูก ซึ่งเป็นอาการประจำของผู้ที่มิได้ออกกำลัง นิสัยการนอนดีขึ้น ทำให้อาการนอนไม่หลับลดลงหรือหมดไป จะหลับสนิทมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา เพิ่มพลังสำหรับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพิ่มความสามารถและพลังทางเพศดีขึ้น เชื่อว่าการอกกำลังที่เหมาะสมทำให้ระดับของฮอร์โมนเพศออกมามากขึ้นทั้งชาย และหญิงแต่ทั้งนี้จะต้องไม่ออกกำลังมากเกินไปซึ่งจะให้ผลในด้านตรงกันข้าม

การออกกำลังยังมีผลโดยตรงต่อจิตใจในการลดความเครียดได้ทันที การออกกำลังเป็นประจำช่วยแก้ไขสภาพที่ผิดปรกติทางจิตใจบางอย่างได้ วิทยาการสมัยใหม่ พบว่านขณะที่ออกกำลัง ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาซึ่งจะช่วยลดความเจ็บป่วยของร่างกาย และทำให้จิตใจสดชื่น และสามารถลดความเศร้า

การออกกำลังกายที่นิยมกันมากในปัจจุบัน คือ กายบริหาร, การรำมวยจีน, โยคะ, การเดินและ การวิ่งช้าๆ ซึ่งต่างกับการเดิน การเดินนั้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งแตะพื้นอยู่เสมอ ส่วนการวิ่งจะมีช่วงใดช่วงหนึ่งที่เท้าไม่แตะพื้น ถ้าผู้สูงอายุสามารถวิ่งได้ ก็ไม่มีข้อห้ามแต่ต้องมีข้อเท้าที่ดีเป็นวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูง อายุ

จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายนั้นส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายให้มีการทำงานที่ดี มีความมั่นคง แข็งแรง มีปฏิกิริยาการตอบสนองได้เป็นปกติ ไม่ก่อให้เกิดความเครียด หากได้การออกกำลังกาย ดังนั้นควร หันมาออกกำลังกายกันตั้งแต่วันนี้นะค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรคในวันข้างหน้า

ข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

ผุดแผนที่สมุนไพรไทยอนุรักษ์พันธุ์ไม้รักษาโรค


จากการจัดสัมมนาวิชาการ "ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร?" โดยเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมจัดทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ "ปลูกยารักษาป่า"

นางภัสรา ชวประดิษฐ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่าจากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2553 มีเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร 47,890 ไร่ โดยสมุนไพรป่า ที่ไม่มีการปลูก เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะมีการเก็บสมุนไพรไปใช้หรือขาย เช่น รากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพร รากชิงชี่ รากเท้ายายม่อม และอัคคีทวาร ซึ่งการปลูกพืชสมุนไพรมีข้อจำกัดหลายอย่าง

ด้าน ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการคุ้มครองสมุนไพรในเขตป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ภูผากูด จ.มุกดาหาร และจ.มหาสารคาม พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ชนบทบริโภคและใช้สมุนไพรมากถึงร้อยละ 78 เป็นการใช้เพื่อเยียวยารักษาผ่านการปรึกษาหมอพื้นบ้าน และอาศัยภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ทำให้สมุนไพรถูกใช้อย่างคุ้มค่าเฉพาะที่จำเป็น

ส่วนพื้นที่เขตเมือง ประชาชนนิยมบริโภคสมุนไพรแบบสำเร็จรูปและเป็นการใช้ตามกระแส โดยไม่ได้คำนึงว่าเหมาะสมกับสภาพหรือความจำเป็นต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรส่งเสริมและให้ความรู้แก่คนไทย รู้จักการใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

"กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สธ. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรร่วมมือศึกษาและสำรวจแหล่งของสมุนไพรชนิดต่างๆ ว่ามีอยู่ในพื้นที่ใด มีสรรพคุณอย่างไร เพื่อจัดทำเป็นแผนที่สมุนไพรว่าไทยมีสมุนไพรชนิดไหนอยู่ในภูมิภาคใด และควรส่งเสริมให้มีการปลูกอย่างไรและควรดำเนินการให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ50 ของทั้งประเทศภายใน 3 ปีนับจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกขโมยทรัพยากรประเทศเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558" ดร.อุษากล่าว

ขณะที่ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการ มูลนิธิสุขภาพไทย แสดงความเป็นห่วงว่าสมุนไพรจากป่าที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหายากขึ้นทุกวัน ควรนำสมุนไพรเหล่านี้กลับมาปลูกในพื้นที่ป่าชุมชน เขตวัดป่า และครัวเรือน

ล่าสุดได้มีการจัดทำข้อมูลวิธีการปลูกพืชจากป่า โดยมีเครือข่าย 12 พื้นที่นำร่องดำเนินการปลูกพืชเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 26,000 ต้นแยกชนิดได้มากกว่า 60 ชนิดสมุนไพรที่กำลังขาดแคลนแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สรรพคุณสมุนไพร (ไทย) สีสันบอกได้


เคยรู้ไหมว่าสีสันสดใสสวยงามของ สมุนไพรไทยแต่ละชนิดที่ปลูกริมรั้วบ้านของเรา สามารถบ่งบอกสรรพคุณที่แตกต่างเหลือเชื่อเรายังมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจ.ปราจีนบุรี มาฝากพร้อมเมนูเก๋ๆ ด้วย

หลักความสัมพันธ์สีบอกสรรพคุณ

แววใจ พิมพิลา แพทย์แผนไทยประยุกต์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้อธิบายหลักความสัมพันธ์ระหว่างสีสันของสมุนไพรไทยและสรรพคุณไว้น่าสนใจดังนี้

สีแดงเป็นสีโทนร้อน หมายถึง สีแห่งอำนาจ แสดงถึงการมีพลัง เป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุดให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้นท้าทาย ในทางจิตวิทยามีความเชื่อมโยงกับสุขภาพอย่างชัดเจน

สมุนไพรที่มีสีแดง อาทิ กระเจี๊ยบแดง มะเขือเทศ ฝาง ฯลฯ มีสรรพคุณส่วนใหญ่ใช้บำรุงร่างกายและปรับสมดุลธาตุไฟ นอกจากนี้ยังพบว่า ผัก ผลไม้สีแดง ยังเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ทองแดง เหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารช่วยบำรุงระบบประสาท สอดคล้องกับพลังของสีแดงที่ช่วยกระตุ้นพลังชีวิตให้เข้มแข็ง มีความกระตือรือร้น ทำให้มีชีวิตชีวาขึ้น

สีเหลืองหมายถึง สีแห่งสติปัญญา ความเบิกบาน ร่าเริง มีชีวิตชีวา แจ่มใส ความคิดสร้างสรรค์ การมองโลกในแง่ดี สรรพคุณของสมุนไพรสีเหลืองส่วนใหญ่มีฤทธิ์ช่วยในการขับลม ช่วยให้น้ำดีในลำไส้ทำงานได้ดี อาทิขมิ้นชัน ดาวเรือง ขิง

สีเขียวเป็นสีแห่งการพัฒนาและสื่อถึงความสงบเยือกเย็น ผ่อนคลาย สรรพคุณสมุนไพรสีเขียวส่วนมากมีฤทธิ์เย็น ช่วยให้ผ่อนคลาย สร้างสมดุล ช่วยในการลดความดันโลหิต บำรุงหัวใจ ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด อาทิ ใบเตย บัวบก ย่านาง เป็นต้น

สีม่วงถือว่าเป็นสีแห่งจิตวิญญาณ การหยั่งรู้ สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมีความคิดและการมองเห็นกว้างไกล พัฒนาการเรียนรู้เร็ว สมุนไพรสีม่วงมีสรรพคุณช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดฝอย เพิ่มความจำ ช่วยในการบำรุงสายตา อาทิ องุ่นแดง มะเขือม่วง มันต่อเผือก ดอกอัญชัน ลูกหม่อน

สีขาวหมายถึง สีแห่งความบริสุทธิ์ สะอาด สมุนไพรสีขาวช่วยทำให้ภายในร่างกายสะอาด ขับปัสสาวะ ขับของเสียออกจากร่างกาย เป็นยาบำรุงปอด ฟอกเลือด อาทิ หญ้าดอกขาว บานไม่รู้โรยดอกขาว เป็นต้น

เมนูสุขภาพจากสมุนไพร
เมนูสีแดง "กระเจี๊ยบกวนใจ" ประกอบด้วย ดอกกระเจี๊ยบ 500 กรัม น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง และเกลือ 1 ช้อนชา เคล็ดลับเมนูนี้อยู่ที่การกวนกระเจี๊ยบหากผสมกล้วยสุกในอัตราส่วนเท่ากับดอก กระเจี๊ยบจะทำให้ได้รสชาติกลมกล่อมและกวนได้ง่ายขึ้น

วิธีทำ นำดอกกระเจี๊ยบต้มกับน้ำเปล่าจนกระทั่งดอกกระเจี๊ยบนั้นเริ่มนิ่ม แล้วทำการบดให้เป็นเนื้อละเอียดผสมน้ำตาลทราย เกลือ และกระเจี๊ยบที่บดแล้วเข้าด้วยกันกวนจนเหนียว เสร็จแล้วนำกระเจี๊ยบที่กวนแล้วเทใส่ถาดเกลี่ยเป็นแผ่นบางพอสมควร นำไปตากแดดให้แห้งใช้แม่พิมพ์รูปหัวใจ หรือตัดกระเจี๊ยบแผ่นที่ทำไว้เป็นรูปหัวใจ เป็นของฝากคนรักในครอบครัวได้

สีขาว"ชาบานไม่รู้โรยดอกขาว" วิธี ทำ ล้างบานไม่รู้โรยให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งแล้วเก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกบานไม่รู้โรยประมาณ 1-2 ดอกใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาที จึงดื่มหรือจะใช้วิธีการต้มเดือดก็ได้ สรรพคุณบำรุงตับ แก้อาการเจ็บตา แก้ไอระงับอาการหอบหืด ขับปัสสาวะ แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน และแผลผื่นคัน

สีเหลือง "ชาชงดอกดาวเรือง" ทำ ง่ายๆ โดยนำดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งเพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน เก็บใส่ขวดให้มิดชิดปิดฝาให้แน่น รับประทานโดยใช้ดอกดาวเรือง 1-2 ดอก หรือ 1 หยิบมือ ใส่ในแก้วน้ำเทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไปทิ้งไว้ 15-20 นาที ดื่มร้อนหรือเย็นได้ตามใจชอบ

สรรพคุณดอกดาวเรืองตามตำรายา คือ บำรุงสายตาได้ดี ฟอกเลือด ละลายเสมหะ ขับลม ขับร้อน แก้ไอหวัดไอกรน เต้านมอักเสบ คางทูม แก้เวียนศีรษะ

นอกจากนี้ ดาวเรืองยังนำรับประทานเป็นผักได้ด้วยโดยเลือกดอกดาวเรืองที่ยังตูม นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกดอกบานนำมาปรุงแบบยำผสมเนื้อสัตว์ได้ตามใจชอบอาจนำไป ผัดหรือชุบแป้งทอดก็จะได้อาหารที่มีประโยชน์และอร่อยไปอีกแบบ

สีเขียว "ชาเตยหอม" เริ่มด้วยการล้างใบเตยให้สะอาดนำมาหั่นให้ละเอียด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด สามารถรับประทานโดยการนำชาใบเตยประมาณหนึ่งหยิบมือใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาจากใบเตยละลายแล้วจึงดื่ม

สรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจขอแนะนำผู้ป่วยที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรงให้พกชาใบ เตยติดกระเป๋า ดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้ยังช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษ และช่วยชูกำลังได้

สีม่วงแนะนำ "ชาอัญชัน" เริ่มด้วยการล้างดอกอัญชันให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกอัญชัน 4-5 ดอก หรือหนึ่งหยิบมือใส่แก้วน้ำ เติมน้ำร้อน ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาทีจึงดื่ม

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานิน เพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดเล็ก ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ และบรรเทาอาการผมร่วงได้

ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ อย่างนี้ อย่าเผลอไปตัดสมุนไพรที่ปลูกอยู่ริมรั้วบ้านของท่านทิ้งละกัน หรือถ้าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทยมีสรรพคุณอย่างไรสอบถามข้อมูลเพิ่ม เติมได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี โทร. 037-211-289

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ขมิ้นชัน-ใบหนุมานประสานกาย สมุนไพรไทยทำน้ำมันทากันยุง




มีการศึกษาพบ เหง้าขมิ้นชัน และใบหนุมานประสานกายที่สกัดในน้ำมันมะพร้าว มีฤทธิ์ป้องกันยุงได้นานกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นน้ำมันทากันยุงใช้เองที่บ้านได้ง่ายๆ
นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระมรวงสาธารณสุข เปิด เผยว่า ปัญหายุงรบกวนเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการดำรงชีวิตของผู้ปรสบภัยน้ำ ท่วมในขณะนี้ และก่อให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงรำคาญ ซึ่งเป็นพาหะโรคไข้สมองอักเสบ และเท้าช้าง การจัดการปัญหายุงรบกวนในสภาวะน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการป้องกันตนเองไม่ให้เกิดยุงกัด เช่น การใช้สารทาป้องกันยุงหรือยาจุดกันยุงไม่ให้มารบกวน

นอกจากนี้กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพรและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้เริ่มดำเนินการศึกษา เพื่อหาผลิตภัณฑ์ทากันยุง ที่ผลิตจากสมุนไพรและวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ เตรียมเองได้ง่าย และมีประสิทธิภาพป้องกันยุงได้ดี จากเดิมที่ได้พัฒนาตำรับโลชั่นกันยุงสมุนไพรจากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจาก เหง้าขมิ้นชัน และหนุมานประสานกาย พบว่า มีประสิทธิภาพป้องกันการกัดของยุงได้หลายชนิด ในปีนี้จึงพัฒนาตำรับให้ประชาชนสามารถทำน้ำมันทากันยุงใช้เองที่บ้านได้ ง่ายๆ

วิธีการเตรียมน้ำมันทากันยุง
1. นำสมุนไพรที่ต้องการมาล้างให้สะอาด นำไปผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำมาหั่นให้มีขนาดเล็กเท่าๆ กัน
2. เทน้ำมันมะพร้าวที่มีน้ำหนักเท่ากับสมุนไพรใส่ในกระทะ นำไปตั้งไฟใฟ้ร้อนจัด
3. นำสมุนไพรที่เตรียมไว้ ทอดด้วยไฟร้อนๆ 5 นาที แล้วปิดไฟ
4. ช้อนเอาสมุนไพรออก กรองน้ำมันด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งให้เย็น แล้วเก็ยเอาน้ำมันไว้ใช้เป็นยาทากันยุง ในการศึกษานี้ ได้นำน้ำมันไว้ใช้เป็นยาทากันยุง ในการศึกษานี้ ได้นำน้ำมันผสมสารสกัดสมุนไพรแต่ละชนิดไปมดสอบฤทธิ์กันยุงชนิดต่าง ๆ พบว่า สารสกัดสมุนไพรจากใบหนุมานประสานกาย และเหง้าขมิ้นชัน สามารถป้องกันยุงที่กัดกลางวันได้ประมาณ 2 ชั่วโมง และยุงที่กีดกลางคืนได้นาน 7 ชั่วโมง

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สมุนไพรไทย มหัศจรรย์ รักษาโรคร้าย


โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วปีละหลายล้านคน ทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทางการแพทย์พยายามแสวงหาวิธีลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร เพราะวิถีการดำเนินชีวิตและสภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนต่างเร่งรีบที่จะดำเนินกิจกรรมของตนในแต่ละวันให้แล้วเสร็จ จนลืมหันมาดูแลเรื่องสุขภาพ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค

สำหรับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวนอก จากจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคแล้ว ยังต้องเร่งหาเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ก็อย่างที่ทราบๆ กันดีว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของทั้ง 3โรคนี้สูงมาก ยาที่ใช้ในการรักษาส่วนใหญ่เป็นยานอกราคาแพง ทำให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานเพราะไม่มีเงินซื้อยา

หากคนไทยไม่ยึดติดกับค่า นิยมว่าจะต้องกินยานอกถึงจะหาย ก็ลองหันมามองสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราดูบ้าง เพราะสมุนไพรไทยก็มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับยานอกหรือจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคร้ายแรงทั้ง 3

น้ำตรีผลา ยับยั้งต้านเซลล์มะเร็ง
คน ไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้า จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ 60-70% ในผู้หญิงหากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก

จาก การสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่ามีสมุนไพร 1,927 ตำรับที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งมะ เร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็ง เริ่มได้รับการยอมรับจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติมากขึ้น โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็ง ได้จริง

โดยสมุนไพรที่กล่าวถึงนั่นก็คือ น้ำตรีผลา ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ และช่วยชะลอความแก่ด้วย นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในน้ำตรีผลายังมีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์ มะเร็ง หรือหากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้วก็จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้า โดยมีผลวิจัยรองรับจากคณะเภสัช ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 พริกขี้หนูสดลดเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรค หัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการตาย อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการกินอาหารที่มีไขมันสูง และกินอาหารประเภทเส้นใยน้อย อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอด อาหารประเภทผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่ อาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ต่างๆ อาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี

จาก ผลการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ผลของพริกขี้หนูต่อปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด" ภายใต้การดูแลของ ศ.น.พ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบริโภคพริกขี้หนูสด ต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในหญิงไทยที่มีไขมันในเลือดสูง

โดย ได้ทำการศึกษาหญิงไทยจำนวน 50 คน ซึ่งมีระดับไขมันในเลือดสูง แต่มีสุขภาพโดยทั่วไปดี อายุอยู่ในช่วง 45-64 ปี และหมดประจำเดือนแล้ว แต่ไม่มีอาการแสดงของโรคเรื้อรังใดๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน และไม่รับประทานพริกมากกว่า 10 กรัมต่อวัน จากการศึกษาพบว่าระยะการบริโภคพริกขี้หนูมีผลดีต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ การลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย มีแนวโน้มชะลอการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือด โดยมีผลภายใน 30 นาทีหลังจากการบริโภคพริกขี้หนูสด

ทั้งนี้คนไทย บริโภคพริกเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหาร ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเผ็ดของพริกคือ "แคปไซซิน" ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร และที่น่าสนใจคือ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอก จากนี้พบว่าคนไทยซึ่งมีการบริโภคพริกเป็นประจำมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดน้อยกว่าประชากรในประเทศทางตะวันตกที่บริโภคพริกน้อย

พืช ผักหลังบ้าน ยาต้านเบาหวาน
โรค เบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยกลางคน มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภค แป้งและน้ำตาลมากเกินไป รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น

โดยร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทานเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้สูงขึ้น รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้อง กันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคเบาหวาน

สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน
มะระ ขี้นก, มะระจีนช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นกหั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและ ใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด

ตำลึงใบและเถาตำลึงมี ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ เตยหอม ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้
ดังนั้นผู้ที่ เป็นอยู่แล้วนอกจากลองสมุน ไพรไทยแล้ว ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาร่างกาย ระมัด ระวังไม่ให้เกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า สำ หรับท่านที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานควรปฏิบัติตัวตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จะเป็นการป้องโรคได้ดีที่สุด

สมุนไพรไทยที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงส่วน หนึ่ง ยังมีสมุนไพรไทยอีกจำนวนมากที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ดีไม่แพ้ยาฝรั่ง แต่กลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยเพราะขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะลุกขึ้นมาใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้เกิด ประโยชน์ และส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง

สูตรน้ำตรีผลา 

ส่วนประกอบ : สมอพิเภก 100 กรัม, สมอไทย 200 กรัม, มะขามป้อม 400 กรัม
วิธีการปรุง : นำ สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที เติมน้ำตาลทราย 600 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา หากเข้มข้นเกินไปให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ กรองผ่านผ้ากรองหรือกระชอน ใส่ภาชนะสำหรับเตรียมดื่ม ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็นแทนเครื่องดื่มทั่วไป เช้า กลางวัน เย็น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

ตามไปรู้จัก 10 พืชผักบำรุงนํ้านมแม่


โดยทั่วไปแล้ว ทารกแรกเกิดจะหิวนมทุก 3-4ชั่วโมง ขณะที่คุณแม่ที่เพิ่งฟื้นตัวจากการคลอดก็แทบจะไม่ได้หลับนอน เพราะต้องให้นมลูกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ นํ้านมจะน้อย ซึ่งพอลูกหิวแล้วดูดนมไม่พอ และไม่อิ่ม ก็หลับหูหลับตาร้องจ้าจนคุณแม่หลายๆ คนถึงกับยกธงยอมแพ้ให้กับนมขวดไปเลย

วันนี้มีเมนูพืชผักสมุนไพรไทยหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการผลิตนํ้านมแม่มาฝากกัน ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปรู้จักพร้อมๆ กันเลยครับ

- หัวปลี มี แคลเซียมสูง โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินอี เบตาแคโรทีน แก้โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ บำรุงเลือด และช่วยกระตุ้นการสร้างนํ้านม สามารถนำไปทำอาหารอย่าง แกงเลียงหัวปลี ยำหัวปลี ลวกจิ้มนํ้าพริก ทอดมันหัวปลี หรือหัวปลีชุบแป้งทอดก็ดูเข้าท่า

- ขิง มี โปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บี 1บี 2คาร์โบไฮเดรต ช่วยขับลม แก้คลื่นไส้ ย่อยไขมันได้ดี ลดการบีบตัวของลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ขับเหงื่อ เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และทำให้นํ้านมไหลได้ดีอีกด้วย สามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น โจ๊กไก่ใส่ขิง หมูสับผัดขิง มันหรือถั่วเขียวหรือบัวลอยต้มนํ้าขิง หรือนํ้าขิงชงดื่มร้อน ๆ ก็ได้

- มะละกอ มี ธาตุเหล็ก และแคลเซียมสูง ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี ซี และเส้นใยอาหารสูง ช่วยขับนํ้านม บำรุงเลือด กระดูก สายตา ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด สามารถรับประทานแบบสุกแทนเป็นของหวาน หรือนำแบบดิบไปใส่แกงส้มก็ย่อมได้

- ฟักทอง มี วิตามินเอ บี ซี ฟอสฟอรัส เบตาแคโรทีน ช่วยขับนํ้านม และช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง สามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น เมนูฟักทองผัดไข่ แกงเลียง แกงบวดฟักทอง ซุปฟักทองหรือนำไปนึ่งทานเปล่าๆ จิ้มนํ้าพริกหรือใส่ในสลัดก็ดูเข้าท่าไม่น้อย

- กุยช่าย ให้ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กคาร์โบไฮเดรต เบตาแคโรทีน วิตามินซี ช่วยขับนํ้านม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม นำไปใส่ในอาหารจำพวก ผัดไทยใส่ใบกุยช่าย หรือนำใบสดกินแกล้มกับอาหารอื่นๆ ได้

- ตำลึง มี โปรตีน มีวิตามินเอ วิตามินบี 1วิตามินบี 2วิตามินบี 3วิตามินซี แคลเซียม เหล็ก เส้นใยอาหารในปริมาณมาก ช่วยบำรุงนํ้านม เลือด กระดูก สายตา ผม และประสาท สามารถนำไปทำเมนูง่าย ๆ อย่างเช่น ต้มจืดตำลึง แกงเลียงตำลึง ตำลึงผัดนํ้ามันหอย เป็นต้น

- กะเพรา มี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เส้นใยอาหารสูง ความร้อนจากใบกะเพราช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้มีนํ้านมมากขึ้น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หวัด คลื่นไส้ อาเจียน สามารถนำไปอาหารประเภทแกง และผัด เช่น แกงเลียงใส่ใบกะเพรา ผัดกะเพรา แกงป่าหรือผัดเผ็ดต่าง ๆ โดยใช้พริกไทยอ่อนแทนพริกขี้หนูเพื่อเลี่ยงรสเผ็ด

- ใบแมงลัก มี ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบีและซีสูง มีรสหอมร้อน ทำให้นํ้านมไหลได้ดี ช่วยขับลม ขับเหงื่อ สามารถนำไปใส่ในแกงเลียง ขนมจีนนํ้ายาหรือใส่ในแกงป่าต่างๆ

- พริกไทย มี นํ้ามันหอมระเหย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต มีรสร้อน ทำให้นํ้านมไหลได้ดี ช่วยขับลม ขับเหงื่อ นำไปใส่ในแกงเลียง แกงจืด หรือผัดต่างๆ ก็จะทำให้รสชาติเผ็ดร้อนขึ้นมาได้

- มะรุม มี วิตามินซีสูง แคลเซียมสูง วิตามินเอสูง โพแทสเซียมสูง โปรตีนสูง โดยแคลเซียมเข้าไปเสริมกระดูกของแม่ ใบและดอกช่วยในการขับนํ้านม หรือนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงส้มดอกมะรุม

ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้คุณแม่ผลิตน้ำนมอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ เริ่มจาก       

- พักผ่อนให้เพียงพอ ตื่นพร้อมลูก นอนพร้อมลูก งานบ้านควรปล่อยให้ผู้ช่วยทำ

- ผ่อนคลายเวลาให้นมลูก อย่าเร่งรีบให้เสร็จๆ ไป เพราะนํ้านมจะหดหาย

- ดื่มนํ้ามากๆ ดื่มนํ้าอุ่นบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงต้นของการให้นม หรือช่วงที่ปั๊มนม เพราะช่วยเพิ่มนํ้านม

- ใช้กระเป๋านํ้าร้อนประคบรอบเต้านมก่อนให้นมลูก เพื่อกระตุ้นให้นํ้านมออกมา

- ควรให้ลูกดูดนมจากอกแม่อย่างสมํ่าเสมอและเพียงพอให้ลูกอิ่ม เพื่อกระตุ้นให้นํ้านมมาเป็นเวลา ปริมาณคงที่

- สำคัญที่สุด คงเป็นเรื่องการบำรุง ซึ่งต้องระวังเรื่องอาหาร ไม่ควรตามใจปาก เพราะจะทำให้อ้วนได้
รู้แบบนี้แล้ว คุณแม่ลูกอ่อนทั้งหลายลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ


ที่มา : หนังสือพิมพ์astv ผู้จัดการ

สู้ลมฝนฝ่าไอชื้น ด้วยสมุนไพรไทย


ฟ้าฝนหลังเข้าพรรษาปีนี้โหม กระหน่ำทั่วทุกภูมิภาค จึงควรระมัดระวังในการขับขี่ยวดยานทุกชนิด และมารู้จักดูแลสุขภาพให้ดีเพราะเป็นฤดูที่ไม่สบายเพราะฟ้าฝนได้ง่าย ถ้าพูดกันตามภาษาหมอแผนไทย หรือว่ากันตามทฤษฎีโรคของการแพทย์แผนไทย เวลานี้เรียกว่าอุตุสมุฏฐาน อันหมายถึงหลักการที่กล่าวอธิบายโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากฤดูกาล เช่นหน้าร้อนมักเกิดโรคอะไร หรือหน้าฝนมักเกิดโรคอะไรนั่นเอง

ถ้า ไปเชื่อมโยงกับทฤษฎีธาตุ ซึ่งประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ผู้อ่านน่าจะตอบได้ไม่ยากว่า ฤดูฝนชุกแบบนี้มีลมและน้ำ "จัดแรงจัดหนัก" มาให้เรา จึงถือว่าเป็นฤดูกาลที่จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับลมและความชื้น (จากน้ำและให้ความเย็นด้วย) โรคที่มากับลมและความเย็นชื้นนี้หนีไม่พ้น อาการไข้หวัดทั้งหลาย ทั้งไข้หวัดน้อยไข้หวัดใหญ่ และยังทำให้อาการกำเริบได้ง่ายของบรรดาโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ไอ ไปจนอาการหนักปอดบวม ปอดอักเสบได้ ฯลฯ

โรคที่มาตามฤดูแบบนี้ป้องกัน ได้ถ้าเราไม่ประมาทและรู้จักดูแลตนเอง ความรู้โบราณสอนลูกสอนหลานในครัวเรือนว่าหน้าฝนอย่าไปตากฝน แม้ละอองฝนก็อย่าได้วางใจไปท้าทาย เพราะความชื้นจะซึมเข้าร่างกายเราได้ง่ายๆ

หากไปถูกฝนหรือแม้แต่เดิน ฝ่าฝนพรำๆกลับบ้านก็ควรอาบน้ำสระผม เช็ดผมให้แห้งสนิทอย่าได้ปล่อยความชื้นสะสมไว้บนกระหม่อมที่สำคัญฝนตกๆ อากาศเย็นๆ แบบนี้อย่าได้ดีใจที่หายร้อน จึงนุ่งห่มผ้าเบาบางเกินร่างกายขาดความอบอุ่นจะทำให้ไข้หวัดมาสิงสู่ได้ง่าย

ปู่ ย่าตายายจึงมักแนะนำให้ทำตัวให้อบอุ่นเข้าไว้ ใส่เสื้อหนา นอนห่มผ้าอย่าได้ประมาทเพราะหัวค่ำอาจร้อนอบอ้าวแต่ตกดึกจนใกล้รุ่งความเย็น ชื้นของฝนที่ตกมาจะแทรกซึมเข้าร่างกายของเราและมักทำให้ป่วยไข้ได้ง่าย

วิธีเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายอย่างง่ายอีก ประการคือ แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นๆ และดื่มน้ำต้มสมุนไพรที่จะสู้ลมฝนละอองฝนได้อย่างดี และเป็นสมุนไพรในครัวเรือนหาง่ายชงกินในสำนักงานก็ยังทำได้ แนะนำ 2 ชนิด คือขิง และตะไคร้

หา ขิงแก่มาสักแง่ง ล้างน้ำ แล้วฝานเป็นแผ่นบางๆ นำมา 3-4 แว่น ใส่แก้วเติมน้ำร้อนปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที พอน้ำยาอุ่นๆ ช้อนเอากากออก แต่งรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลเล็กน้อยจิบดื่มได้ตลอดวัน

บางท่านไม่ชอบใจวิธีนี้เพราะน้ำขิงรสเผ็ดร้อนน้อยเกินไป ก็แนะนำให้ใช้ขิงแก่ ทุบพอแตกๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่ต้องการ นำขิงแก่ต้มกับน้ำให้เดือด แล้วต้มเคี่ยวต่ออีกสักพักคล้ายน้ำขิงในเต้าฮวย ก็จะได้น้ำขิงรสเผ็ด ผสมน้ำตาลเล็กน้อย จิบดื่มไล่ความเย็นชื้นจากลมฝนได้ดี

ใน การศึกษาสมัยใหม่พบว่า ขิงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยลดไข้ได้ นอกจากนี้ ยังเคยทำการทดลองในมนุษย์ โดยให้อาสาสมัครกินขิงวันละ 1.5 กรัม พบว่ามีฤทธิ์แก้ปวดได้ดังนั้น ถ้าไม่อยากกินยาฝรั่ง เริ่มมีไข้หนาวๆ เย็นๆ เพราะลมฝนแบบนี้ กินขิงลดไข้และช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ด้วย

ถ้า ชอบใจขิง และอยากปรุงสมุนไพรอื่นให้มีรสชาติและสรรพคุณเสริมฤทธิ์กันนั้นจาก ประสบการณ์ของชาวบ้านที่ใช้สมุนไพรในการพึ่งตนเอง แนะนำว่า เวลาตากฝนแล้วกำลังจะเป็นไข้ ตัวร้อนเล็กน้อย มึนหัว และเริ่มคัดจมูก ให้เอาตะไคร้ 1 ต้น หั่นเป็นแว่นๆแล้วเอาขิงสด (ขิงแก่) นำมาหั่นเป็นแว่นๆ 5-6 แว่น ใส่น้ำ 3-4 แก้ว ต้มจนเดือด ทิ้งไว้ให้น้ำยาอุ่นๆ แบ่งกินครั้งละ 1/2-1 แก้ว กินวัน 3 เวลาหลังอาหาร หรือจะกินถี่กว่านั้นก็ได้  กินแล้วไข้ลด จมูกโล่ง หายใจคล่องขึ้น

บางท่านแนะนำให้ใช้วิธีป้องกัน ก่อนไปโดนฝน เวลาเช้าอากาศเย็นๆ ชื้นๆ แบบนี้นำตะไคร้ 1 ต้น สับเป็นท่อน ขิงแก่สดเท่าหัวแม่มือ ทุบพอแตก ใส่หม้อต้มกับน้ำ 1 ขวดเดือดแล้วอาจแต่งน้ำตาลเล็กน้อย ให้ดื่มน้ำขิงตะไคร้ทุกเช้า จะช่วยให้รู้สึกตัวอุ่นๆ และทำให้เหงื่อออกเล็กน้อย น้ำที่ต้มไว้เก็บใส่กระติกเก็บความร้อนและแบ่งไว้กินได้ตลอดวัน

บาง ท่านใช้ตะไคร้ต้มน้ำกินอย่างเดียวก็มีส่วนช่วยขับเหงื่อลดไข้ นอกจากนี้ ยังมีภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับวิธีการทำยาตะไคร้โดยเอาต้นตะไคร้สัก 2 ต้น เอาไปเผาไฟพอสุก แล้วเอามาตัดหัวตัดท้าย แล้วทุบให้พอแตก นำไปแช่ในน้ำร้อน กินครั้งละ 1/2 แก้ววันละ 4-5 ครั้ง กินต่อเนื่องสัก 3-4 วัน อาการจะทุเลาลง จนหายไปในที่สุด

ในตำรายาอินเดียบอกว่า น้ำยาชงจากใบตะไคร้ กินขณะอุ่นๆ ใช้ขับเหงื่อในคนที่เป็นไข้ได้ดีมาก โดยเฉพาะคนไข้ที่อ่อนเพลียนั้นยิ่งควรใช้ยาชงตะไคร้ น้ำยาชงตะไคร้เป็นที่นิยมกันมากตามศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย

และ ถ้าหวัดจับงอมแงมไม่ควรอาบน้ำเย็นถ้าต้องการเช็ดตัวและอาบน้ำอุ่น ขอแนะนำยาดีย้อนยุคที่ยังใช้ได้จนถึงยุคโลกออนไลน์โดยเฉพาะรายที่น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจไม่ค่อยออก ให้เอา ตะไคร้ หัวหอมเล็ก และใบมะขาม มาต้มอาบ สรรพคุณยา และกลิ่มน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดที่มากับไอน้ำร้อนๆ จะช่วยทำให้น้ำมูกลดแห้งลง หายใจโล่ง อาการหวัดหายเร็วขึ้นมาก

มาเรียนรู้การป้องกันและผ่านฤดูฝนนี้ด้วยสุขภาพดีแบบภูมิปัญญาไทยๆ กันดีกว่า

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน โดย มูลนิธิสุขภาพไทย