โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วปีละหลายล้านคน
ทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น
ทางการแพทย์พยายามแสวงหาวิธีลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิต
แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร
เพราะวิถีการดำเนินชีวิตและสภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ผู้คนต่างเร่งรีบที่จะดำเนินกิจกรรมของตนในแต่ละวันให้แล้วเสร็จ
จนลืมหันมาดูแลเรื่องสุขภาพ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค
สำหรับ
ผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวนอก จากจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคแล้ว
ยังต้องเร่งหาเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ก็อย่างที่ทราบๆ
กันดีว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของทั้ง 3โรคนี้สูงมาก
ยาที่ใช้ในการรักษาส่วนใหญ่เป็นยานอกราคาแพง ทำให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย
จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานเพราะไม่มีเงินซื้อยา
หากคนไทยไม่ยึดติดกับค่า
นิยมว่าจะต้องกินยานอกถึงจะหาย ก็ลองหันมามองสมุนไพรไทย
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราดูบ้าง
เพราะสมุนไพรไทยก็มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับยานอกหรือจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป
ที่สำคัญได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคร้ายแรงทั้ง 3
น้ำตรีผลา ยับยั้งต้านเซลล์มะเร็ง
คน
ไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม
ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้า จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า
การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ 60-70%
ในผู้หญิงหากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก
จาก
การสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่ามีสมุนไพร
1,927 ตำรับที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งมะ เร็งเต้านม
มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด ฯลฯ
ซึ่งในปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็ง
เริ่มได้รับการยอมรับจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติมากขึ้น
โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ได้ส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็ง
ได้จริง
โดยสมุนไพรที่กล่าวถึงนั่นก็คือ น้ำตรีผลา
ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก
มีสรรพคุณช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ
และช่วยชะลอความแก่ด้วย
นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในน้ำตรีผลายังมีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์
มะเร็ง หรือหากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้วก็จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้า
โดยมีผลวิจัยรองรับจากคณะเภสัช ศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พริกขี้หนูสดลดเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรค
หัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการตาย
อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย
และหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น
มีการกินอาหารที่มีไขมันสูง และกินอาหารประเภทเส้นใยน้อย
อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอด
อาหารประเภทผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่
อาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ต่างๆ อาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี
จาก
ผลการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง
"ผลของพริกขี้หนูต่อปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด"
ภายใต้การดูแลของ ศ.น.พ.สุรัตน์ โคมินทร์
หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบริโภคพริกขี้หนูสด
ต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในหญิงไทยที่มีไขมันในเลือดสูง
โดย
ได้ทำการศึกษาหญิงไทยจำนวน 50 คน ซึ่งมีระดับไขมันในเลือดสูง
แต่มีสุขภาพโดยทั่วไปดี อายุอยู่ในช่วง 45-64 ปี และหมดประจำเดือนแล้ว
แต่ไม่มีอาการแสดงของโรคเรื้อรังใดๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต
โรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า
ไม่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน และไม่รับประทานพริกมากกว่า 10 กรัมต่อวัน
จากการศึกษาพบว่าระยะการบริโภคพริกขี้หนูมีผลดีต่อปัจจัยต่างๆ
ที่มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่
การลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย
มีแนวโน้มชะลอการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือด
โดยมีผลภายใน 30 นาทีหลังจากการบริโภคพริกขี้หนูสด
ทั้งนี้คนไทย
บริโภคพริกเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหาร
ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเผ็ดของพริกคือ "แคปไซซิน"
ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา คือ
ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร
และที่น่าสนใจคือ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอก
จากนี้พบว่าคนไทยซึ่งมีการบริโภคพริกเป็นประจำมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและ
หลอดเลือดน้อยกว่าประชากรในประเทศทางตะวันตกที่บริโภคพริกน้อย
พืช ผักหลังบ้าน ยาต้านเบาหวาน
โรค
เบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยกลางคน
มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภค
แป้งและน้ำตาลมากเกินไป รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์
ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น
ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ
เป็นต้น
โดยร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทานเข้าไปได้หมด
จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด
ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ
โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้สูงขึ้น
รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล
ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้อง กันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคเบาหวาน
สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน
มะระ
ขี้นก, มะระจีนช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย
ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา
แก้โรคเบาหวาน
ใบสดของมะระขี้นกหั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและ
ใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ พี-อินซูลิน
(p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin)
ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด
ตำลึงใบและเถาตำลึงมี
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง
น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์
พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ เตยหอม
ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน
น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้
ดังนั้นผู้ที่
เป็นอยู่แล้วนอกจากลองสมุน ไพรไทยแล้ว ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ
และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ดูแลรักษาร่างกาย ระมัด ระวังไม่ให้เกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า สำ
หรับท่านที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานควรปฏิบัติตัวตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
จะเป็นการป้องโรคได้ดีที่สุด
สมุนไพรไทยที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงส่วน
หนึ่ง
ยังมีสมุนไพรไทยอีกจำนวนมากที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ดีไม่แพ้ยาฝรั่ง
แต่กลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยเพราะขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง
ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะลุกขึ้นมาใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้เกิด
ประโยชน์ และส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง
สูตรน้ำตรีผลา
ส่วนประกอบ : สมอพิเภก 100 กรัม, สมอไทย 200 กรัม, มะขามป้อม 400 กรัม
วิธีการปรุง : นำ
สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที
เติมน้ำตาลทราย 600 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา
หากเข้มข้นเกินไปให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ
กรองผ่านผ้ากรองหรือกระชอน ใส่ภาชนะสำหรับเตรียมดื่ม
ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็นแทนเครื่องดื่มทั่วไป เช้า กลางวัน เย็น
ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ