แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

แนะอยากได้ลูกชายต้องทานอาหารให้พลังงาน


วิจัยพบแม่ที่ทานอาหารให้พลังงานเยอะช่วงเริ่มต้นตั้งครรภ์มักได้ลูกชาย

      สำนักข่าวบีบีซีรายงานผลการศึกษาล่าสุดที่พบว่าประเภทอาหารที่ผู้หญิงรับ ประทานในช่วงที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์อาจมีผลต่อการกำหนดเพศของลูกที่จะเกิด มา เพราะนักวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงและรับ ประทานอาหารเช้าเป็นประจำมีเปอร์เซ็นต์ในการได้ลูกชายมากกว่า

นักวิจัยเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาศึกษาพบนี้น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีว่าทำไมจำนวน เด็กที่เกิดขึ้นมาในสมัยนี้จึงมีสัดส่วนเป็นเด็กชายลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะว่าคนสมัยนี้นิยมรับประทานอาหารที่พลังงานต่ำกันมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้การวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแห่ง เอ็กซ์เตอร์ และมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และชีววิทยา ชื่อ biological sciences สำหรับรายละเอียดของการวิจัยนั้น นักวิจัยทำการศึกษาผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษจำนวนทั้งสิ้น 740 คน โดยทีมนักวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างทั้งช่วงก่อนและหลังระยะที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

ผลการศึกษาพบว่า 56% ของผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงที่สุดในช่วงใกล้เคียงกับที่ เกิดการปฏิสนธิในครรภ์ได้ลูกเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่พลังงานในระดับต่ำสุดในช่วงเวลาของการ ปฏิสนธิเช่นกันได้ลูกชายเพียงแค่ 45%

นอกจากนี้แล้วนักวิจัยยังพบด้วยว่าผู้หญิงกลุ่มตัวอย่างที่ได้ลูกชายมักเป็นคน ที่เลือกรับประทานแต่อาหารที่ให้พลังงานสูงหลากหลายชนิด ได้แก่ โปแตสเซียม แคลเซียม วิตามิน ซี อี และบี 12 และยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงเหล่านี้มักเป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำอีกด้วย

เมื่อศึกษาสัดส่วนเพศของทารกที่คลอดในอังกฤษจากสถิติการคลอดย้อนหลังแล้วจึงพบแนว โน้มที่น่าสนใจประการหนึ่งว่าจำนวนเด็กชายที่คลอดในประเทศอังกฤษนั้นมีแนว โน้มลดลองเรื่อย ๆ และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การลดลงอย่างฮวบฮาบแต่ก็ถือว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือลดลงมาปีละ 1 %มาโดยตลอด ทั้งนี้มีการวิจัยออกมาก่อนหน้าว่าคนในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายมักจะรับ ประทานอาหารที่ให้พลังงานกันน้อยลง โดยจะเห็นได้จากปริมาณแคลอรี่โดยเฉลี่ยของอาหารที่คนรับประทานกันที่มีแนว โน้มลดต่ำลง อีกทั้งพบว่ามีคนจำนวนมากขึ้นที่มักจะไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า

เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงกับการได้ลูกเป็นเพศ ชายนั้นไม่ใช่แต่มีเพียงการศึกษาในคนอย่างในครั้งนี้เท่านั้น โดยพบว่าก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เคยศึกษาพบมาก่อนแล้วว่าสัตว์ที่รับ ประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงก็มักมีแนวโน้มในการได้ลูกตัวผู้มากกวาเช่น เดียวกัน

ที่มา สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

โรคอ้วนภัยร้ายที่มากับอาหารทำลายเด็กไทย


     ในปัจจุบันเด็กไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร เด็กจะรับประทานอาหารมากเกินไป จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยกลายเป็น โรคอ้วน

 ส่วน หนึ่งของปัญหานี้เกิดจากการขาดการดูแลที่ดีจากบิดามารดาหรือความเข้าใจผิด ว่าเด็กอ้วนคือเด็กมีสุขภาพดี และอนาคตเด็กอ้วนเหล่านี้จะมีปัญหาสุขภาพอันได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ  โรค กลุ่มอาการที่ดื้อต่อสารอินซูลิน นอนกรน หยุดหายใจขณะนอนหลับ นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคอ้วนยังนำไปสู่โรคทางจิตใจด้วย เช่น ไม่ค่อยคบเพื่อน เกิดโรคซึมเศร้า และในรายที่รุนแรงมากอาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย

      กอง โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับอาหารมากเกิน ไป ทำให้มีน้ำหนักมากไม่เหมาะสมกับส่วนสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพ เป็นโรคเรื้อรังต่างๆในเด็ก และลดน้ำหนักได้ยากมากยิ่งขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน โรคเรื้อรังดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากขึ้นและเสียชีวิตได้ง่าย

แนวทางแก้ไขเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน (เริ่มอ้วน/อ้วน)     ติดตามการชั่งน้ำหนักทุกเดือนและวัดส่วนสูงทุก  6 เดือน แนะนำการให้อาหารครบทุกกลุ่มได้แก่ เนื้อสัตว์/ไข่/นม ข้าว-แป้ง ผัก ผลไม้ และน้ำมัน ในปริมาณที่เหมาะสมและควรกินให้หลากหลาย ลดอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ อาหารประเภทข้าว-แป้ง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง เผือก มัน เป็นต้น และอาหารไขมัน เช่น น้ำมัน กะทิ ควรหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ผัด แกงกะทิหรือขนมใส่กะทิ งดกินจุกจิก เช่น ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม    ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20 นาที และเครื่องไหวร่างกายเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬา วิ่งเล่น เดินขึ้น-ลงบันได

            ขณะเดียวกันแพทย์ไทยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์จุล  ทิสยากร มูลนิธิเด็กโรคหัวใจได้เผยเกี่ยวกับโรคอ้วนในเด็กว่า   เมื่อ 40 ปีก่อน แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเด็กของประเทศไทยพบกับปัญหาโรคขาดอาหารในเด็กเป็นจำนวนมาก   และโรคขาดอาหารในเด็กได้ค่อยๆหมดไป

            แต่ที่กำลังกลายเป็นปัญหากับสังคมไทยแทนก็คือโรคอ้วนในเด็กอาจเป็นเพราะเด็กรับ ประทานอาหารมากเกินไปจนน้ำหนักตัวมากจนอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งในปัจจุบันพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของเด็กในกรุงเทพมหานคร  
           
            การป้องกันโรคอ้วนต้องเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเข้มงวดตั้งแต่แรกคลอด        โดย ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งทำให้เด็กมีโอกาสอ้วนน้อยกว่าเด็กที่ เลี้ยงด้วยนมวัว ในเด็กที่โตขึ้นครอบครัวมีหน้าที่จัดการและให้ความรู้เรื่องอาหารกับการออก กำลังกาย

หลักเกณฑ์ที่สำคัญเพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างได้ผล คือ ประการแรก ตั้งเป้าและจัดรายการเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคนโดยพิจารณาจากอายุ ความรุนแรงของน้ำหนักที่มากเกินไป และโรคที่มีร่วมด้วยแล้ว ประการที่สอง ครอบครัวต้องร่วมด้วยในภาคปฏิบัติ ประการที่สาม มีการประเมินผลบ่อยๆ ประการที่สี่ ต้องคำนึงถึงความประพฤติ สังคม และจิตใจของเด็กด้วย ประการสุดท้าย ให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแปลงอาหารและการออกกำลังกายที่เด็กและครอบครัว
นำไปปฏิบัติได้จริงๆ

ซึ่งน้ำหนักตัวของแต่ละคนคือ body mass index (bmi) ซึ่งคำนวณได้จากสูตรซึ่งใช้ได้ทั้งเพศหญิงและชาย

โดยการหาค่า bmi = น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) / ความสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง

การแปลผล bmi ที่คำนวณได้
            ค่า bmi (กก/ม2) การแปลผล
            20-25                            ดีที่สุด
            25-30                            น้ำหนักเกิน
            30-34                            อ้วน
            35-44                            อ้วนจนต้องระวังสุขภาพ
            45-49                            อ้วนจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
            มากกว่า 50                     ซุปเปอร์อ้วน (อันตรายมาก)
(ค่าปกติของ bmi ในเด็กที่อายุมากกว่า 9 ปี)
เด็กชาย             = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 13
เด็กหญิง            = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 14)
 
จะ เห็นได้ว่า ความสำเร็จในการควบคุมน้ำหนักขึ้นกับความร่วมมือของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ที่ต้องยอมรับการจัดกิจกรรมร่วมกัน เช่น การเล่นกีฬา และการเปลี่ยนแปลงชนิดอาหารและวิธีการเตรียม  เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ไม่ควรใช้ยาเพื่อการควบคุมน้ำหนัก  ส่วน วิธีการผ่าตัดต่างๆเพื่อลดน้ำหนักจะพิจารณาใช้เฉพาะกับเด็กที่เจริญเติบโต เข้าสู่วัยหนุ่มสาวแล้วเท่านั้น และจะต้องเป็นโรคอ้วนที่อ้วนจนมีปัญหาต่อสุขภาพแล้วเพราะมีโรคแทรกซ้อนหรือ น้ำหนักมากถึงขั้นซุปเปอร์อ้วน

เรื่องโดย : นายพิทักษ์  ชนะวงศากุล 

10 ข้อเตือนสาวระวังภัยทางเพศจ่อเชือดกาแฟ


 "อย." จ่อเชือด กาแฟ-น้ำส้ม ปลุกเซ็กซ์ หลังรู้ผลตรวจส่วนผสม ใน 2 สัปดาห์ ด้าน"ชวรัตน์" สั่งคุมเข้มเส้นทางนำเข้า จากประเทศกลุ่มเสี่ยง ชี้ไม่มีผสมยาปลุกเซ็กซ์ อาจเป็นการอุปาทาน จากการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เผยประสานทางลับ กับตำรวจสืบหาแหล่งต้นตอเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ระบุโฆษณา เว็บไซต์-แมกกาซีน มีโทษปรับ ประสานไอซีทีเฝ้าระวังยกเลิก เตือนสาว 10 ประการระวังภัย
         
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 เม.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วยทีมงาน ได้เดินทางมาเข้าพบ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข และ นพ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมนำตัวอย่างเครื่องดื่มชนิดผงที่ต้องสงสัย 3 ประเภท คือ กาแฟผงชงน้ำร้อนสำหรับผู้ชาย โดยหน้าซองระบุว่า good for man (กู๊ด ฟอร์ แมน) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เคยตกเป็นข่าวมาแล้ว กาแฟผงพร้อมดื่มสำหรับผู้หญิง โดยหน้าซองระบุว่า enegy coffee (เอ็นเนจี้ คอฟฟี่) และน้ำส้มผงชงกับน้ำสำหรับผู้หญิง orange (ออ เร้น) บรรจุในซองสีทอง มอบให้ อย. ไปตรวจสอบ โดย นางปวีณา ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนว่าเมื่อผู้หญิงดื่มกาแฟ และน้ำส้มดังกล่าวเข้าไปแล้วจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มและมีอารมณ์ทางเพศ ไม่ทราบว่ามีสารอะไรผสมอยู่จึงอยากให้มีการตรวจสอบและเตือนผู้หญิงทุกคน
         
ด้าน นายชวรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขรู้สึกห่วงใยผู้บริโภค โดยเฉพาะสุภาพสตรี อย่างไรก็ตามขอแจ้งให้ทราบว่า ไม่มีกาแฟผสมยาปลุกเซ็กซ์ แต่อาจเป็นการอุปาทานจากการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หรือถ้ามีการใส่  สารซิลเดนาฟิล ซึ่งเป็นยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อย. ก็ได้มีการดำเนินการไปแล้วกับกาแฟยี่ห้อหนึ่ง ที่ผ่านมา

อย. ได้มีการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเต็มที่ อีกทั้งได้มีการประสานทางลับกับตำรวจในการสืบหาแหล่งต้นตอเพื่อดำเนินการตาม กฎหมาย อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ได้สั่งการให้ อย. คุมเข้มและเฝ้าระวังด่านอาหารและยา ในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์กาแฟผงสำเร็จรูปดังกล่าว และชนิดที่ผสมสารอื่น ๆ เช่น สมุนไพร สารสกัด คอลลาเจน แล้วนำมาอวดอ้างว่ามีสรรพคุณในเชิงป้อง กันรักษาโรค เช่น ลดความอ้วน ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ซึ่งการอวดอ้างดังกล่าว อย. ไม่เคยอนุญาตให้มีการโฆษณา
        
 ส่วน นพ.ชาตรี กล่าวว่า ทาง อย. จะนำเครื่องดื่มชนิดผงที่ได้รับมอบไปดำเนินการตรวจสอบว่ามีความผิดปกติหรือ มียาผสมหรือไม่ ซึ่งกาแฟที่ นางปวีณา นำมามอบให้ถือเป็นยี่ห้อใหม่ ไม่ใช่ยี่ห้อเดิมที่ทาง อย. เคยตรวจสอบก่อนหน้านี้และพบว่า มีการผสมสารซิลเดนาฟิล ที่เป็นยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ผู้สื่อข่าวถามว่า สารซิลเดนาฟิล    มี ฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศในผู้หญิงได้หรือไม่ นพ.ชาตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าจะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศใน ผู้หญิง
          
ทาง ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.กองควบคุมอาหาร อย. กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กาแฟที่ นางปวีณา นำมายื่นฉลากบนซองไม่ถูกต้อง เพราะมีการเพิ่มข้อความ “golden bull” (โกลเด้น บูล) และมีรูปกระทิงอยู่บนซอง อีกทั้งสถานที่นำเข้าและจัดจำหน่ายไม่ถูกต้อง ตามที่ขึ้นทะเบียน กับ ทาง อย. ไว้ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากนี้หากส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วพบว่า มียาแผน  ปัจจุบันตัวอื่นในกาแฟ จะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
         
ผอ.กอง ควบคุมอาหาร กล่าวต่อว่าส่วนน้ำส้มบรรจุซองแบบผงคงต้องไปตรวจสอบแหล่งจัดซื้อ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดบนซอง หากพบว่าไม่ขึ้นทะเบียนกับ อย. จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2  ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากมีการโฆษณาข้อมูลอันเป็นเท็จทางเว็บไซต์จะประสานไปยังกระทรวงเทค โนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อให้เฝ้าระวังและยกเลิกข้อความดังกล่าว และจะดำเนินการปรับ 5,000 บาท ส่วนที่มีการลงโฆษณา ในนิตยสาร จะทำหนังสือขอให้ยกเลิกการโฆษณาและดำเนินการปรับเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ผลการตรวจสอบเครื่องดื่มข้างต้นจะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์ หากพบว่ามีการใส่สารต้องห้ามหรือยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีการนำ เรื่องเข้าสู่คณะกรรมการอาหารเพื่อยกเลิกเลขสารบบอาหารต่อไป

ขณะที่ นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขอเตือนสุภาพสตรี 10 ข้อ         เพื่อให้ระมัดระวังตัวเอง คือ 1. อย่าไปเที่ยวคนเดียว ควรมีเพื่อนที่ไว้ใจไปด้วย 2. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ และหากต้องดื่มควรดื่มพอประมาณ เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลา 3. การดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด ควรดื่มแต่น้อย เพื่อรู้รสชาติ และหากรสชาติไม่คุ้นให้หยุดดื่ม 4. ไม่ควรรับเครื่องดื่มจากคนไม่รู้จัก ไม่สามารถเชื่อใจได้ 5.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแก้วเดียวกันหลายคน เพราะไม่รู้ว่ามีการใส่อะไรลงไปบ้าง 6. ควรดื่มเครื่องดื่มที่แกะต่อหน้า ไม่ใช่เปิดมาก่อน 7. หากต้องไปเข้าห้องน้ำหรือไปเต้นรำ กลับมาควรเปลี่ยนแก้วใหม่ 8. ให้ตั้งข้อสงสัยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงว่า อาจมีสิ่งปลอมปนที่ไม่ปลอดภัย 9. หากภาชนะที่บรรจุ ไม่มีชื่อผลิตภัณฑ์ ไม่มีเลขสารบบ อย. ไม่มีสถานที่ผลิต อย่าซื้อและอย่าบริโภค 10. หากพบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย โฆษณาโอ้อวดเกินจริง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ สาธารณสุขจังหวัดเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป


ที่มา: เดลินิวส์
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

มะกันระบุ ทานมื้อเช้าช่วยรักษาหุ่น


เผยคนกินอาหารเช้ามักไม่อ้วนและชอบออกกำลังกาย

สำนัก ข่าวรอยเตอร์รายงานว่าทีมนักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่าวัยรุ่นที่ รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าคนที่ไม่กิน อาหารเช้า อีกทั้งยังมักจะออกกำลังกายมากกว่าด้วย

ทั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบการรับประทานอาหร น้ำหนักตัว และวิถีชีวิตอื่นๆ ของคนวัยรุ่นจำนวน 2,216 คนในเมืองมินนีอาโปลิส ในรัฐมินเนโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนักวิจัยได้ทำการติดตามผลเป็นเวลานานถึง 5 ปี ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีอายุต่ำกว่า 15 ปีเมื่อเริ่มการวิจัย และผลการวิจัยครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ pediatrics

สำหรับ ข้อสรุปที่ได้จากการวิจัยนี้นั้นนักวิจัยกล่าวว่ายิ่งเด็กๆ รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมากเท่าไหร่ ดัชนีมวลกายของพวกเขายิ่งต่ำมากกว่าเท่านั้น โดยผลการวิจัยระบุว่าเด็กที่มักจะไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัว มากกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าทุกวันโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 2.3 กิโลกรัม

สิ่ง ที่เราศึกษาพบในการวิจัยนี้คือเด็กที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำโดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ทานทุกวันจะมีสุขภาพโดยรวมดีกว่ามาก ในแง่ของการมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีกว่าคุณมาร์ค เปเรียรา หัวหน้าทีมนักวิจัยจากโรงเรียนการสาธารณสุขศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมินเนโซตากล่าว

เด็ก พวกนี้มักจะมีการเคลื่อนไหวออกกำลังกายมากกว่า และมีการเลือกรับประทานอาหารโดยรวมที่ดีกว่าอีกด้วย ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงมีการรับเอาไขมันเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่ต่ำกว่า ได้คลอเลสเตอรอลน้อยกว่า และได้ใยอาหารมากกว่า คุณเปเรียรากล่าว

ทั้งนี้นักวิจัยกล่าวว่ามีการคาดการณ์กันว่ามีเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ที่มักจะไม่รับประทานอาหารเช้าและการคาดการณ์นี้ก็มาพร้อมๆ กับปัญหาเรื่องโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นในสหรัฐฯ ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นัก วิจัยกล่าวด้วยว่ามันอาจจะฟังแล้วเหมือนจะเป็นสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของคน โดยทั่วๆ ไปอยู่บ้างที่ว่าคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้ากลับจะอ้วนกว่าคนที่รับประทาน เป็นประจำแต่สิ่งที่ทีมของคุณเปเรียราศึกษาพบก็คือว่าการเติมอาหารเช้าเข้า ไปในท้องนั้นทำให้คนเราสามารถควบคุมความรู้สึกอยากอาหารไปได้ตลอดทั้งวันจึง อาจทำให้เราไม่รับประทานอาหารมากไปในมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำ

แต่ อย่างไรก็ดีคุณเปเรียรากล่าวว่า การรับประทานอาหารเช้าที่หมายถึงในการวิจัยนี้นั้นไม่ใช่อะไรก็ได้เป็นต้น ว่าโดนัทเคลือบช็อกโกแลต อะไรทำนองนั้นแต่หมายถึงอาหารเช้าที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจริง ๆ

และ ก็ไม่เพียงแต่เด็กวัยรุ่นเท่านั้นที่หากรับประทานมื้อเช้าแล้วจะทำให้มีผลดี ต่อสุขภาพการศึกษาก่อนหน้านี้โดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ ซึ่งทำในคนวัยกลางคนจำนวน 7,000 คนก็พบเช่นเดียวกันว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนที่ไม่ทาน

ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

ตามไปรู้จัก 10 พืชผักบำรุงนํ้านมแม่


โดยทั่วไปแล้ว ทารกแรกเกิดจะหิวนมทุก 3-4ชั่วโมง ขณะที่คุณแม่ที่เพิ่งฟื้นตัวจากการคลอดก็แทบจะไม่ได้หลับนอน เพราะต้องให้นมลูกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ นํ้านมจะน้อย ซึ่งพอลูกหิวแล้วดูดนมไม่พอ และไม่อิ่ม ก็หลับหูหลับตาร้องจ้าจนคุณแม่หลายๆ คนถึงกับยกธงยอมแพ้ให้กับนมขวดไปเลย

วันนี้มีเมนูพืชผักสมุนไพรไทยหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการผลิตนํ้านมแม่มาฝากกัน ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปรู้จักพร้อมๆ กันเลยครับ

- หัวปลี มี แคลเซียมสูง โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินอี เบตาแคโรทีน แก้โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ บำรุงเลือด และช่วยกระตุ้นการสร้างนํ้านม สามารถนำไปทำอาหารอย่าง แกงเลียงหัวปลี ยำหัวปลี ลวกจิ้มนํ้าพริก ทอดมันหัวปลี หรือหัวปลีชุบแป้งทอดก็ดูเข้าท่า

- ขิง มี โปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บี 1บี 2คาร์โบไฮเดรต ช่วยขับลม แก้คลื่นไส้ ย่อยไขมันได้ดี ลดการบีบตัวของลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ขับเหงื่อ เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และทำให้นํ้านมไหลได้ดีอีกด้วย สามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น โจ๊กไก่ใส่ขิง หมูสับผัดขิง มันหรือถั่วเขียวหรือบัวลอยต้มนํ้าขิง หรือนํ้าขิงชงดื่มร้อน ๆ ก็ได้

- มะละกอ มี ธาตุเหล็ก และแคลเซียมสูง ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี ซี และเส้นใยอาหารสูง ช่วยขับนํ้านม บำรุงเลือด กระดูก สายตา ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด สามารถรับประทานแบบสุกแทนเป็นของหวาน หรือนำแบบดิบไปใส่แกงส้มก็ย่อมได้

- ฟักทอง มี วิตามินเอ บี ซี ฟอสฟอรัส เบตาแคโรทีน ช่วยขับนํ้านม และช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง สามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น เมนูฟักทองผัดไข่ แกงเลียง แกงบวดฟักทอง ซุปฟักทองหรือนำไปนึ่งทานเปล่าๆ จิ้มนํ้าพริกหรือใส่ในสลัดก็ดูเข้าท่าไม่น้อย

- กุยช่าย ให้ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กคาร์โบไฮเดรต เบตาแคโรทีน วิตามินซี ช่วยขับนํ้านม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม นำไปใส่ในอาหารจำพวก ผัดไทยใส่ใบกุยช่าย หรือนำใบสดกินแกล้มกับอาหารอื่นๆ ได้

- ตำลึง มี โปรตีน มีวิตามินเอ วิตามินบี 1วิตามินบี 2วิตามินบี 3วิตามินซี แคลเซียม เหล็ก เส้นใยอาหารในปริมาณมาก ช่วยบำรุงนํ้านม เลือด กระดูก สายตา ผม และประสาท สามารถนำไปทำเมนูง่าย ๆ อย่างเช่น ต้มจืดตำลึง แกงเลียงตำลึง ตำลึงผัดนํ้ามันหอย เป็นต้น

- กะเพรา มี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เส้นใยอาหารสูง ความร้อนจากใบกะเพราช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้มีนํ้านมมากขึ้น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หวัด คลื่นไส้ อาเจียน สามารถนำไปอาหารประเภทแกง และผัด เช่น แกงเลียงใส่ใบกะเพรา ผัดกะเพรา แกงป่าหรือผัดเผ็ดต่าง ๆ โดยใช้พริกไทยอ่อนแทนพริกขี้หนูเพื่อเลี่ยงรสเผ็ด

- ใบแมงลัก มี ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบีและซีสูง มีรสหอมร้อน ทำให้นํ้านมไหลได้ดี ช่วยขับลม ขับเหงื่อ สามารถนำไปใส่ในแกงเลียง ขนมจีนนํ้ายาหรือใส่ในแกงป่าต่างๆ

- พริกไทย มี นํ้ามันหอมระเหย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต มีรสร้อน ทำให้นํ้านมไหลได้ดี ช่วยขับลม ขับเหงื่อ นำไปใส่ในแกงเลียง แกงจืด หรือผัดต่างๆ ก็จะทำให้รสชาติเผ็ดร้อนขึ้นมาได้

- มะรุม มี วิตามินซีสูง แคลเซียมสูง วิตามินเอสูง โพแทสเซียมสูง โปรตีนสูง โดยแคลเซียมเข้าไปเสริมกระดูกของแม่ ใบและดอกช่วยในการขับนํ้านม หรือนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงส้มดอกมะรุม

ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้คุณแม่ผลิตน้ำนมอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ เริ่มจาก       

- พักผ่อนให้เพียงพอ ตื่นพร้อมลูก นอนพร้อมลูก งานบ้านควรปล่อยให้ผู้ช่วยทำ

- ผ่อนคลายเวลาให้นมลูก อย่าเร่งรีบให้เสร็จๆ ไป เพราะนํ้านมจะหดหาย

- ดื่มนํ้ามากๆ ดื่มนํ้าอุ่นบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงต้นของการให้นม หรือช่วงที่ปั๊มนม เพราะช่วยเพิ่มนํ้านม

- ใช้กระเป๋านํ้าร้อนประคบรอบเต้านมก่อนให้นมลูก เพื่อกระตุ้นให้นํ้านมออกมา

- ควรให้ลูกดูดนมจากอกแม่อย่างสมํ่าเสมอและเพียงพอให้ลูกอิ่ม เพื่อกระตุ้นให้นํ้านมมาเป็นเวลา ปริมาณคงที่

- สำคัญที่สุด คงเป็นเรื่องการบำรุง ซึ่งต้องระวังเรื่องอาหาร ไม่ควรตามใจปาก เพราะจะทำให้อ้วนได้
รู้แบบนี้แล้ว คุณแม่ลูกอ่อนทั้งหลายลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ


ที่มา : หนังสือพิมพ์astv ผู้จัดการ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

“เนื้อหมู จุดดำ อันตรายหรือไม่”


         ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายๆคน เกิดอาการ "ตกใจ" กับข่าวเรื่องการพบสิ่งปนเปื้อนใน "เนื้อสุกรชำแหละ" มีลักษณะเป็นจุดดำๆ ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

          หลายคนสงสัย ว่า จุดดำๆ นั้น คืออะไร  เนื้อหมูขึ้นราหรือเปล่า  เป็น "ขนคุด" หรือขนที่อุดตันอยูในชั้นใต้ผิวหนัง ไม่โผล่ออกมาหรือเปล่า หลายคนวิตกว่าถ้าเผลอกินไปจะเกิดอันตรายหรือไม่  คำถามเหล่านี้ มีคำตอบ

         ข้อมูลจาก ​คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า เนื้อสุกรดังกล่าว ที่พบจุดสีดำๆ มีลักษณะเป็นหย่อมๆ หรือเป็นวงพื้นที่ (ปริมาตร) ประมาณ 0.5 x 2.0 x 5.0 หรือประมาณ10 ตร.ซม. ซึ่งกระจายห่างๆ กัน อาจจะมีตั้งแต่ 2-30 แห่ง ที่พบเฉพาะในชั้นไขมันใต้หนังหน้าท้องบริเวณราวนม รวมทั้งผนังอก ซึ่งไม่ได้พบทุกๆ ตัวนั้น ...

         จุดดำเหล่านั้น เป็นความผิดปกติที่เกิดจาการสะสมเม็ดสีชนิดเมลานิน (melanin) ซึ่งมีสีดำ คล้าย ผ้าหรือกระ พบได้ในเนื้อเยื่อไขมันบริเวณหน้าท้อง เนื้อเยื่อเต้านม เนื้อเยื่อไขมันหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณท้องใกล้เคียงกับบริเวณเต้านม ของสุกรเพศเมีย  เป็นความผิดปกติที่พบได้ตั้งแต่กำเนิด ในช่วงการพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะแรก และมักพบในสุกรสายพันธุ์สีดำ หรือลูกผสมที่มีสายพันธุ์สีดำร่วม  พบได้น้อยในสุกรสีขาว   ความผิดปกติชนิดนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า seedy belly หรือ seedy cut  สุกรเพศผู้ มีโอกาสพบได้น้อย สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ได้มีรายงานการพบความผิดปกติที่เกิดจากการสะสมเม็ดสีเมลานินในเนื้อสุกรจาก การชำแหละ

         เนื้อสุกรชำแหละที่พบจุดดำในเนื้อเยื่อไขมันนี้ หากกินเข้าไป จะเป็นอันตรายหรือไม่

         "ยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคครับ แต่อาจจะทำให้ดูลักษณะเนื้อสุกรดูไม่สวย ไม่น่ารับประทานเท่านั้นเอง ดังนั้น ไม่ต้องตกใจครับ"

         ข้อแนะนำในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ควรบริโภค

         1. เนื้อสุกรควรจะสด โดยดูจากสีของเนื้อ ซึ่งสีของเนื้อวัวจะแดงมากกว่าเนื้อสุกรและเนื้อไก่  และไม่มีสีเขียวแทรกอยู่ตาม กล้ามเนื้อหรือขอบๆ ก้อน  ฯลฯ  เมื่อ”กด”ดูไม่มีน้ำไหลออกมาหรือบุ๋มลงอย่างชัดเจน เนื้อที่สดจะหยุ่นและแข็งเล็กน้อย  ไม่มีน้ำแฉะ ๆ  แทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อ ไม่พบก้อน  หรือถุงน้ำ   ของพยาธิแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อและไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า

         2. แหล่งผลิต ควรเลือกซื้อจากร้านที่สะอาด เชื่อถือได้ เนื้อสัตว์มีการเก็บรักษาคุณภาพเนื้อสัตว์อย่างถูกวิธี

         3. ราคา ราคาของเนื้อต้องเหมาะกับการบริโภค และคุณภาพของเนื้อ ให้เหมาะสมการปรุงอาหาร

         เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว ก็คงไม่ตกใจกับจุดดำที่เกิดขึ้นกันนะครับ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร  คณะสัตวแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โทร 02-218-9719 www.vet.chula.ac.th

        ที่มา : อาจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร  คณะสัตวแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เว็บไซต์แนวหน้า


        ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ขนมผักกาดธัญพืช เพิ่มโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ


          ขนมผักกาดที่วางขายเคียงคู่กับผัดไทย และหอยทอดอาจจะไม่ใช่ที่โปรดปรานของผู้ที่รักสุขภาพเท่าไหร่นัก เพราะส่วนผสมหลักของขนมผักกาดคือแป้ง แต่วันนี้กระปุกคุกกิ้งนำขนมผักกาดสูตรพิเศษเพิ่มธัญพืชอย่างถั่ว และลูกเดือยเข้าไปเพื่อให้ผู้ที่รักสุขภาพสามารถรับประทานได้เช่นเดียวกัน แถมยังอร่อยกว่าเดิมอีกด้วย

ส่วนผสมขนมผักกาด

           แป้งข้าวเจ้า 300 กรัม

           แป้งมัน ละลายน้ำ 500 มิลลิลิตร

           หัวไชเท้าขูดเป็นเส้น 300 กรัม

           กุ้งแห้ง 30 กรัม

           เห็ดหอมแห้งแช่น้ำต้มจนนุ่มหั่นบาง 100 กรัม

           กุนเชียงเค็มหั่นเต๋า 100 กรัม

           ถั่วลิสงต้มสุก 150 กรัม

           ลูกเดือยต้มสุก 50 กรัม

           ถั่วแดงเม็ดเล็กต้มสุก 50 กรัม

ส่วนผสมสำหรับผัดขนมผักกาด

           น้ำมันมะกอก 50 มิลลิลิตร

           กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

           ไข่ไก่ 1 ฟอง

           เห็ดหอมแห้งแช่น้ำหั่นบาง 30 กรัม

           น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

           ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ

           ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา

           พริกไทยป่น ½ ช้อนชา

           ต้นหอมซอยสำหรับโรยหน้า


วิธีทำ

          1. ผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมันละลายน้ำเข้าด้วยกัน ใส่หัวไชเท้า กุ้งแห้ง เห็ดหอม กุนเชียง ถั่วลิสง ลูกเดือย ถั่วแดง และน้ำมันพืชเล็กน้อยคนผสมจนเข้ากัน

          2. ใส่ส่วนผสมลงกระทะนำขึ้นตั้งไฟ กวนส่วนผสมจนเข้ากัน ยกลง ตักใส่ภาชนะสำหรับนึ่ง นึ่งใช้ไฟแรง นานประมาณ 45 นาที หรือจนแป้งสุกหั่นแป้งเป็นชิ้นแล้วนำไปทอดจนสุกเหลือง

วิธีผัดขนมผักกาด

          ใส่น้ำมันลงในกระทะตั้งไฟพอร้อน ใส่แป้งลงทอดตามด้วยกระเทียม ผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่ไข่ไก่ ผัดจนสุก ใส่เห็ดหอม ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว และพริกไทยป่น ผัดใช้ไฟแรงจนสุก ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเล็กน้อย พร้อมรับประทาน

ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

อกไก่ตุ๋นฟักเขียวและหน่อไม้ฝรั่ง เมนูสุขภาพใคร ๆ ก็รับประทานได้



          เมนูสุขภาพถ้วยนี้ที่ชื่อ ว่าอกไก่ตุ๋นฟักเขียวและหน่อไม้ฝรั่งจากนิตยสารแม่บ้านที่เรานำมาฝาก ต้องบอกว่าเหมาะกับทุกเพศทุกวัยทีเดียวเชียว เป็นซุปร้อน ๆ หอม ๆ รับประทานได้ง่ายทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ส่วนผสมก็ดีต่อสุขภาพทั้งฟักเขียวที่ช่วยขับเสมหะ ขับปัสสาวะ และใช้เป็นยาระบาย หรือจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งที่หลายคนเรียกว่าเป็นเทพของผักเพราะเต็มไปด้วย วิตามิน และแร่ธาตุมากมาย แถมยังไม่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอลอีกด้วย แล้วแบบนี้จะรีรออยู่ทำไม ลงมือทำอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีกันเลยดีกว่า

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)


           ฟักเขียวขนาดกลาง ½ ลูก

           น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

           ขิงแก่สับให้ละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

           หน่อไม้ฝรั่งหั่นท่อนสั้น ๆ 1 ถ้วยตวง

           แฮมหมูหั่นเส้นยาว 2 แผ่น

           เนื้ออกไก่ลอกหนังหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 200 กรัม

           เห็ดหอมสดหั่นสี่ 3 ดอก

           น้ำซุปไก่ 5-6 ถ้วยตวง

           ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

           น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

           เนื้อปู ½ ถ้วยตวง

           พริกไทยป่น ½ ช้อนชา

           ต้นหอม ผักชีซอย สำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

          1. ปอกฟักเขียวเอาไส้และเมล็ดออก หั่นเนื้อฟักเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 2 x 2 เซนติเมตร เตรียมไว้

          2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชพอร้อน ใส่ขิงลงผัดพอหอม ใส่เนื้ออกไก่ผัดให้สุก

          3. ใส่หน่อไม้ฝรั่ง แฮม และเห็ดหอม ผัดให้สุกทั่วปิดไฟ

          4. ตักส่วนผสมที่ผัด ใส่หม้อเติมน้ำซุปไก่ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย แล้วตั้งไฟกลาง พอน้ำซุปเดือด เบาไฟและเติมฟักลงไป

          5. ลดไฟอ่อนหมั่นช้อนฟอง เติมเนื้อปู ตุ๋นด้วยไฟอ่อน ประมาณ 20-30 นาที จนเนื้อฟักสุกนุ่มปิดไฟ ตักใส่ภาชนะ โรยหน้าด้วยต้นหอม ผักชี พริกไทยป่น จัดเสิร์ฟขณะร้อน

          Cooking Tip: ผัดเนื้อไก่จนสุกเพื่อเป็นการรัดตัวของเนื้อไก่ รสชาติที่ได้ จึงหวานอร่อย

ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

ลาบดอกโสน เมนูช่วยระบายท้องจากดอกไม้คุ้นเคย



          ดอกไม้สีเหลืองสด ดอกเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าดอกโสน คงเป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันดี สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู ทั้งคาวและหวาน แถมประโยชน์ก็มีหลากหลายอีกด้วย เช่น ทางการแพทย์แผนไทยบอกว่า ดอกโสนมีฤทธิ์แก้ร้อนในได้ ขับพิษไข้ในร่างกาย มีแร่ธาตุ แคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูก ส่วนในด้านการปรุงอาหารนั้น ดอกโสนสามารถนำมาทำเป็นสีผสมอาหารสีเหลืองได้ แถมมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย

          กระปุกดอทคอมเลยขอหยิบยกเมนูเด็ดจากดอกโสน ที่ได้ยินชื่อก็ชวนหิว น้ำลายสอแล้วกับ ลาบดอกโสนสุดแซบจากนิตยสารแม่บ้านมาฝาก ลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ


สิ่งที่ต้องเตรียม

           หมูสับละเอียด ½ ถ้วยตวง

           วุ้นเส้น แช่น้ำพอนุ่ม ลวกสุก 50 กรัม

           ดอกโสน ½ ถ้วยตวง

           น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

           ข้าวคั่วป่น 1 ช้อนโต๊ะ

           พริกป่น ½ ช้อนชา

           น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

           หอมแดงซอย 3-4 หัว

           ผักชีฝรั่งซอย ผักชีซอย ใบสะระแหน่

           ผักสด เช่นใบโหระพา ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี

           น้ำเปล่า

วิธีทำ

          1. รวนหมูสับและดอกโสน ให้สุก ถ้าแห้งเติมน้ำเปล่าเล็กน้อย

          2. ยก ลง ปรุงรสด้วย น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกป่น คนให้เข้ากัน ใส่วุ้นเส้น หอมแดง ข้าวคั่ว คนให้เข้ากันอีกครั้ง โรยหน้าด้วย ผักชี ผักชีฝรั่ง ใบสะระแหน่ จัดเสิร์ฟพร้อมผักสด

          Health Tips : วัตถุดิบต่าง ๆ ช่วยระบายท้อง เหมาะเป็นของว่างระหว่างวัน รับประทานคู่กับผักสดได้หลายชนิด

          Cooking Tips : ปรุงรสอย่างพอเหมาะ อย่าให้เผ็ดโดด หรือเปรี้ยวนำ และควรลวกหมูให้สุกพอดี เพื่อป้องกันการกระด้างจากเนื้อหมู


ที่มาจาก : แม่บ้าน

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

ผัดบาบีคิว เห็ด 3 อย่าง



ผัดบาบีคิว เห็ด 3 อย่าง (Mother&Care)
ภาพ : ฐานทอง/stylist : อุษา

 ส่วนผสม

          1. เห็ดโคนญี่ปุ่น

          2. เห็ดเข็มทอง

          3. เห็ดออรินจิ

          4. พริกหวาน (หั่นขึ้นพอดีดำ) ½ ถ้วยตวง

          5. หัวหอมใหญ่ (หั่นชิ้นพอดีคำ ½ ลูก

          6. ซอสบาบีคิวสำเร็จรูป

 วิธีทำ

          ผัดหัวหอมใหญ่ พอเริ่มสุกจึงใส่เห็ดและพริกหวานลงไป ปรุงรสด้วยรสบาบีคิว ผัดไปเรื่อย ๆ จนทุกอย่างสุกและเข้ากันดี จึงตักขึ้นใส่จาน

ที่มาจาก : Mother&Care