แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

ผุดแผนที่สมุนไพรไทยอนุรักษ์พันธุ์ไม้รักษาโรค


จากการจัดสัมมนาวิชาการ "ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร?" โดยเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมจัดทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ "ปลูกยารักษาป่า"

นางภัสรา ชวประดิษฐ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่าจากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2553 มีเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร 47,890 ไร่ โดยสมุนไพรป่า ที่ไม่มีการปลูก เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะมีการเก็บสมุนไพรไปใช้หรือขาย เช่น รากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพร รากชิงชี่ รากเท้ายายม่อม และอัคคีทวาร ซึ่งการปลูกพืชสมุนไพรมีข้อจำกัดหลายอย่าง

ด้าน ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการคุ้มครองสมุนไพรในเขตป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ภูผากูด จ.มุกดาหาร และจ.มหาสารคาม พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ชนบทบริโภคและใช้สมุนไพรมากถึงร้อยละ 78 เป็นการใช้เพื่อเยียวยารักษาผ่านการปรึกษาหมอพื้นบ้าน และอาศัยภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ทำให้สมุนไพรถูกใช้อย่างคุ้มค่าเฉพาะที่จำเป็น

ส่วนพื้นที่เขตเมือง ประชาชนนิยมบริโภคสมุนไพรแบบสำเร็จรูปและเป็นการใช้ตามกระแส โดยไม่ได้คำนึงว่าเหมาะสมกับสภาพหรือความจำเป็นต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรส่งเสริมและให้ความรู้แก่คนไทย รู้จักการใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

"กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สธ. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรร่วมมือศึกษาและสำรวจแหล่งของสมุนไพรชนิดต่างๆ ว่ามีอยู่ในพื้นที่ใด มีสรรพคุณอย่างไร เพื่อจัดทำเป็นแผนที่สมุนไพรว่าไทยมีสมุนไพรชนิดไหนอยู่ในภูมิภาคใด และควรส่งเสริมให้มีการปลูกอย่างไรและควรดำเนินการให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ50 ของทั้งประเทศภายใน 3 ปีนับจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกขโมยทรัพยากรประเทศเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558" ดร.อุษากล่าว

ขณะที่ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการ มูลนิธิสุขภาพไทย แสดงความเป็นห่วงว่าสมุนไพรจากป่าที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหายากขึ้นทุกวัน ควรนำสมุนไพรเหล่านี้กลับมาปลูกในพื้นที่ป่าชุมชน เขตวัดป่า และครัวเรือน

ล่าสุดได้มีการจัดทำข้อมูลวิธีการปลูกพืชจากป่า โดยมีเครือข่าย 12 พื้นที่นำร่องดำเนินการปลูกพืชเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 26,000 ต้นแยกชนิดได้มากกว่า 60 ชนิดสมุนไพรที่กำลังขาดแคลนแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สรรพคุณสมุนไพร (ไทย) สีสันบอกได้


เคยรู้ไหมว่าสีสันสดใสสวยงามของ สมุนไพรไทยแต่ละชนิดที่ปลูกริมรั้วบ้านของเรา สามารถบ่งบอกสรรพคุณที่แตกต่างเหลือเชื่อเรายังมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจ.ปราจีนบุรี มาฝากพร้อมเมนูเก๋ๆ ด้วย

หลักความสัมพันธ์สีบอกสรรพคุณ

แววใจ พิมพิลา แพทย์แผนไทยประยุกต์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้อธิบายหลักความสัมพันธ์ระหว่างสีสันของสมุนไพรไทยและสรรพคุณไว้น่าสนใจดังนี้

สีแดงเป็นสีโทนร้อน หมายถึง สีแห่งอำนาจ แสดงถึงการมีพลัง เป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุดให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้นท้าทาย ในทางจิตวิทยามีความเชื่อมโยงกับสุขภาพอย่างชัดเจน

สมุนไพรที่มีสีแดง อาทิ กระเจี๊ยบแดง มะเขือเทศ ฝาง ฯลฯ มีสรรพคุณส่วนใหญ่ใช้บำรุงร่างกายและปรับสมดุลธาตุไฟ นอกจากนี้ยังพบว่า ผัก ผลไม้สีแดง ยังเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ทองแดง เหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารช่วยบำรุงระบบประสาท สอดคล้องกับพลังของสีแดงที่ช่วยกระตุ้นพลังชีวิตให้เข้มแข็ง มีความกระตือรือร้น ทำให้มีชีวิตชีวาขึ้น

สีเหลืองหมายถึง สีแห่งสติปัญญา ความเบิกบาน ร่าเริง มีชีวิตชีวา แจ่มใส ความคิดสร้างสรรค์ การมองโลกในแง่ดี สรรพคุณของสมุนไพรสีเหลืองส่วนใหญ่มีฤทธิ์ช่วยในการขับลม ช่วยให้น้ำดีในลำไส้ทำงานได้ดี อาทิขมิ้นชัน ดาวเรือง ขิง

สีเขียวเป็นสีแห่งการพัฒนาและสื่อถึงความสงบเยือกเย็น ผ่อนคลาย สรรพคุณสมุนไพรสีเขียวส่วนมากมีฤทธิ์เย็น ช่วยให้ผ่อนคลาย สร้างสมดุล ช่วยในการลดความดันโลหิต บำรุงหัวใจ ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด อาทิ ใบเตย บัวบก ย่านาง เป็นต้น

สีม่วงถือว่าเป็นสีแห่งจิตวิญญาณ การหยั่งรู้ สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมีความคิดและการมองเห็นกว้างไกล พัฒนาการเรียนรู้เร็ว สมุนไพรสีม่วงมีสรรพคุณช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดฝอย เพิ่มความจำ ช่วยในการบำรุงสายตา อาทิ องุ่นแดง มะเขือม่วง มันต่อเผือก ดอกอัญชัน ลูกหม่อน

สีขาวหมายถึง สีแห่งความบริสุทธิ์ สะอาด สมุนไพรสีขาวช่วยทำให้ภายในร่างกายสะอาด ขับปัสสาวะ ขับของเสียออกจากร่างกาย เป็นยาบำรุงปอด ฟอกเลือด อาทิ หญ้าดอกขาว บานไม่รู้โรยดอกขาว เป็นต้น

เมนูสุขภาพจากสมุนไพร
เมนูสีแดง "กระเจี๊ยบกวนใจ" ประกอบด้วย ดอกกระเจี๊ยบ 500 กรัม น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง และเกลือ 1 ช้อนชา เคล็ดลับเมนูนี้อยู่ที่การกวนกระเจี๊ยบหากผสมกล้วยสุกในอัตราส่วนเท่ากับดอก กระเจี๊ยบจะทำให้ได้รสชาติกลมกล่อมและกวนได้ง่ายขึ้น

วิธีทำ นำดอกกระเจี๊ยบต้มกับน้ำเปล่าจนกระทั่งดอกกระเจี๊ยบนั้นเริ่มนิ่ม แล้วทำการบดให้เป็นเนื้อละเอียดผสมน้ำตาลทราย เกลือ และกระเจี๊ยบที่บดแล้วเข้าด้วยกันกวนจนเหนียว เสร็จแล้วนำกระเจี๊ยบที่กวนแล้วเทใส่ถาดเกลี่ยเป็นแผ่นบางพอสมควร นำไปตากแดดให้แห้งใช้แม่พิมพ์รูปหัวใจ หรือตัดกระเจี๊ยบแผ่นที่ทำไว้เป็นรูปหัวใจ เป็นของฝากคนรักในครอบครัวได้

สีขาว"ชาบานไม่รู้โรยดอกขาว" วิธี ทำ ล้างบานไม่รู้โรยให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งแล้วเก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกบานไม่รู้โรยประมาณ 1-2 ดอกใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาที จึงดื่มหรือจะใช้วิธีการต้มเดือดก็ได้ สรรพคุณบำรุงตับ แก้อาการเจ็บตา แก้ไอระงับอาการหอบหืด ขับปัสสาวะ แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน และแผลผื่นคัน

สีเหลือง "ชาชงดอกดาวเรือง" ทำ ง่ายๆ โดยนำดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งเพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน เก็บใส่ขวดให้มิดชิดปิดฝาให้แน่น รับประทานโดยใช้ดอกดาวเรือง 1-2 ดอก หรือ 1 หยิบมือ ใส่ในแก้วน้ำเทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไปทิ้งไว้ 15-20 นาที ดื่มร้อนหรือเย็นได้ตามใจชอบ

สรรพคุณดอกดาวเรืองตามตำรายา คือ บำรุงสายตาได้ดี ฟอกเลือด ละลายเสมหะ ขับลม ขับร้อน แก้ไอหวัดไอกรน เต้านมอักเสบ คางทูม แก้เวียนศีรษะ

นอกจากนี้ ดาวเรืองยังนำรับประทานเป็นผักได้ด้วยโดยเลือกดอกดาวเรืองที่ยังตูม นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกดอกบานนำมาปรุงแบบยำผสมเนื้อสัตว์ได้ตามใจชอบอาจนำไป ผัดหรือชุบแป้งทอดก็จะได้อาหารที่มีประโยชน์และอร่อยไปอีกแบบ

สีเขียว "ชาเตยหอม" เริ่มด้วยการล้างใบเตยให้สะอาดนำมาหั่นให้ละเอียด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด สามารถรับประทานโดยการนำชาใบเตยประมาณหนึ่งหยิบมือใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาจากใบเตยละลายแล้วจึงดื่ม

สรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจขอแนะนำผู้ป่วยที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรงให้พกชาใบ เตยติดกระเป๋า ดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้ยังช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษ และช่วยชูกำลังได้

สีม่วงแนะนำ "ชาอัญชัน" เริ่มด้วยการล้างดอกอัญชันให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกอัญชัน 4-5 ดอก หรือหนึ่งหยิบมือใส่แก้วน้ำ เติมน้ำร้อน ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาทีจึงดื่ม

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานิน เพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดเล็ก ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ และบรรเทาอาการผมร่วงได้

ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ อย่างนี้ อย่าเผลอไปตัดสมุนไพรที่ปลูกอยู่ริมรั้วบ้านของท่านทิ้งละกัน หรือถ้าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทยมีสรรพคุณอย่างไรสอบถามข้อมูลเพิ่ม เติมได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี โทร. 037-211-289

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สมุนไพรไทย มหัศจรรย์ รักษาโรคร้าย


โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วปีละหลายล้านคน ทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทางการแพทย์พยายามแสวงหาวิธีลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร เพราะวิถีการดำเนินชีวิตและสภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนต่างเร่งรีบที่จะดำเนินกิจกรรมของตนในแต่ละวันให้แล้วเสร็จ จนลืมหันมาดูแลเรื่องสุขภาพ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค

สำหรับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวนอก จากจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคแล้ว ยังต้องเร่งหาเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ก็อย่างที่ทราบๆ กันดีว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของทั้ง 3โรคนี้สูงมาก ยาที่ใช้ในการรักษาส่วนใหญ่เป็นยานอกราคาแพง ทำให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานเพราะไม่มีเงินซื้อยา

หากคนไทยไม่ยึดติดกับค่า นิยมว่าจะต้องกินยานอกถึงจะหาย ก็ลองหันมามองสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราดูบ้าง เพราะสมุนไพรไทยก็มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับยานอกหรือจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคร้ายแรงทั้ง 3

น้ำตรีผลา ยับยั้งต้านเซลล์มะเร็ง
คน ไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้า จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ 60-70% ในผู้หญิงหากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก

จาก การสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่ามีสมุนไพร 1,927 ตำรับที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งมะ เร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็ง เริ่มได้รับการยอมรับจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติมากขึ้น โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็ง ได้จริง

โดยสมุนไพรที่กล่าวถึงนั่นก็คือ น้ำตรีผลา ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ และช่วยชะลอความแก่ด้วย นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในน้ำตรีผลายังมีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์ มะเร็ง หรือหากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้วก็จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้า โดยมีผลวิจัยรองรับจากคณะเภสัช ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 พริกขี้หนูสดลดเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรค หัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการตาย อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการกินอาหารที่มีไขมันสูง และกินอาหารประเภทเส้นใยน้อย อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอด อาหารประเภทผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่ อาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ต่างๆ อาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี

จาก ผลการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ผลของพริกขี้หนูต่อปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด" ภายใต้การดูแลของ ศ.น.พ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบริโภคพริกขี้หนูสด ต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในหญิงไทยที่มีไขมันในเลือดสูง

โดย ได้ทำการศึกษาหญิงไทยจำนวน 50 คน ซึ่งมีระดับไขมันในเลือดสูง แต่มีสุขภาพโดยทั่วไปดี อายุอยู่ในช่วง 45-64 ปี และหมดประจำเดือนแล้ว แต่ไม่มีอาการแสดงของโรคเรื้อรังใดๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน และไม่รับประทานพริกมากกว่า 10 กรัมต่อวัน จากการศึกษาพบว่าระยะการบริโภคพริกขี้หนูมีผลดีต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ การลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย มีแนวโน้มชะลอการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือด โดยมีผลภายใน 30 นาทีหลังจากการบริโภคพริกขี้หนูสด

ทั้งนี้คนไทย บริโภคพริกเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหาร ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเผ็ดของพริกคือ "แคปไซซิน" ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร และที่น่าสนใจคือ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอก จากนี้พบว่าคนไทยซึ่งมีการบริโภคพริกเป็นประจำมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดน้อยกว่าประชากรในประเทศทางตะวันตกที่บริโภคพริกน้อย

พืช ผักหลังบ้าน ยาต้านเบาหวาน
โรค เบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยกลางคน มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภค แป้งและน้ำตาลมากเกินไป รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น

โดยร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทานเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้สูงขึ้น รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้อง กันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคเบาหวาน

สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน
มะระ ขี้นก, มะระจีนช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นกหั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและ ใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด

ตำลึงใบและเถาตำลึงมี ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ เตยหอม ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้
ดังนั้นผู้ที่ เป็นอยู่แล้วนอกจากลองสมุน ไพรไทยแล้ว ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาร่างกาย ระมัด ระวังไม่ให้เกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า สำ หรับท่านที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานควรปฏิบัติตัวตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จะเป็นการป้องโรคได้ดีที่สุด

สมุนไพรไทยที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงส่วน หนึ่ง ยังมีสมุนไพรไทยอีกจำนวนมากที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ดีไม่แพ้ยาฝรั่ง แต่กลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยเพราะขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะลุกขึ้นมาใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้เกิด ประโยชน์ และส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง

สูตรน้ำตรีผลา 

ส่วนประกอบ : สมอพิเภก 100 กรัม, สมอไทย 200 กรัม, มะขามป้อม 400 กรัม
วิธีการปรุง : นำ สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที เติมน้ำตาลทราย 600 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา หากเข้มข้นเกินไปให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ กรองผ่านผ้ากรองหรือกระชอน ใส่ภาชนะสำหรับเตรียมดื่ม ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็นแทนเครื่องดื่มทั่วไป เช้า กลางวัน เย็น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

สู้ลมฝนฝ่าไอชื้น ด้วยสมุนไพรไทย


ฟ้าฝนหลังเข้าพรรษาปีนี้โหม กระหน่ำทั่วทุกภูมิภาค จึงควรระมัดระวังในการขับขี่ยวดยานทุกชนิด และมารู้จักดูแลสุขภาพให้ดีเพราะเป็นฤดูที่ไม่สบายเพราะฟ้าฝนได้ง่าย ถ้าพูดกันตามภาษาหมอแผนไทย หรือว่ากันตามทฤษฎีโรคของการแพทย์แผนไทย เวลานี้เรียกว่าอุตุสมุฏฐาน อันหมายถึงหลักการที่กล่าวอธิบายโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากฤดูกาล เช่นหน้าร้อนมักเกิดโรคอะไร หรือหน้าฝนมักเกิดโรคอะไรนั่นเอง

ถ้า ไปเชื่อมโยงกับทฤษฎีธาตุ ซึ่งประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ผู้อ่านน่าจะตอบได้ไม่ยากว่า ฤดูฝนชุกแบบนี้มีลมและน้ำ "จัดแรงจัดหนัก" มาให้เรา จึงถือว่าเป็นฤดูกาลที่จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับลมและความชื้น (จากน้ำและให้ความเย็นด้วย) โรคที่มากับลมและความเย็นชื้นนี้หนีไม่พ้น อาการไข้หวัดทั้งหลาย ทั้งไข้หวัดน้อยไข้หวัดใหญ่ และยังทำให้อาการกำเริบได้ง่ายของบรรดาโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ไอ ไปจนอาการหนักปอดบวม ปอดอักเสบได้ ฯลฯ

โรคที่มาตามฤดูแบบนี้ป้องกัน ได้ถ้าเราไม่ประมาทและรู้จักดูแลตนเอง ความรู้โบราณสอนลูกสอนหลานในครัวเรือนว่าหน้าฝนอย่าไปตากฝน แม้ละอองฝนก็อย่าได้วางใจไปท้าทาย เพราะความชื้นจะซึมเข้าร่างกายเราได้ง่ายๆ

หากไปถูกฝนหรือแม้แต่เดิน ฝ่าฝนพรำๆกลับบ้านก็ควรอาบน้ำสระผม เช็ดผมให้แห้งสนิทอย่าได้ปล่อยความชื้นสะสมไว้บนกระหม่อมที่สำคัญฝนตกๆ อากาศเย็นๆ แบบนี้อย่าได้ดีใจที่หายร้อน จึงนุ่งห่มผ้าเบาบางเกินร่างกายขาดความอบอุ่นจะทำให้ไข้หวัดมาสิงสู่ได้ง่าย

ปู่ ย่าตายายจึงมักแนะนำให้ทำตัวให้อบอุ่นเข้าไว้ ใส่เสื้อหนา นอนห่มผ้าอย่าได้ประมาทเพราะหัวค่ำอาจร้อนอบอ้าวแต่ตกดึกจนใกล้รุ่งความเย็น ชื้นของฝนที่ตกมาจะแทรกซึมเข้าร่างกายของเราและมักทำให้ป่วยไข้ได้ง่าย

วิธีเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายอย่างง่ายอีก ประการคือ แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นๆ และดื่มน้ำต้มสมุนไพรที่จะสู้ลมฝนละอองฝนได้อย่างดี และเป็นสมุนไพรในครัวเรือนหาง่ายชงกินในสำนักงานก็ยังทำได้ แนะนำ 2 ชนิด คือขิง และตะไคร้

หา ขิงแก่มาสักแง่ง ล้างน้ำ แล้วฝานเป็นแผ่นบางๆ นำมา 3-4 แว่น ใส่แก้วเติมน้ำร้อนปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที พอน้ำยาอุ่นๆ ช้อนเอากากออก แต่งรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลเล็กน้อยจิบดื่มได้ตลอดวัน

บางท่านไม่ชอบใจวิธีนี้เพราะน้ำขิงรสเผ็ดร้อนน้อยเกินไป ก็แนะนำให้ใช้ขิงแก่ ทุบพอแตกๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่ต้องการ นำขิงแก่ต้มกับน้ำให้เดือด แล้วต้มเคี่ยวต่ออีกสักพักคล้ายน้ำขิงในเต้าฮวย ก็จะได้น้ำขิงรสเผ็ด ผสมน้ำตาลเล็กน้อย จิบดื่มไล่ความเย็นชื้นจากลมฝนได้ดี

ใน การศึกษาสมัยใหม่พบว่า ขิงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยลดไข้ได้ นอกจากนี้ ยังเคยทำการทดลองในมนุษย์ โดยให้อาสาสมัครกินขิงวันละ 1.5 กรัม พบว่ามีฤทธิ์แก้ปวดได้ดังนั้น ถ้าไม่อยากกินยาฝรั่ง เริ่มมีไข้หนาวๆ เย็นๆ เพราะลมฝนแบบนี้ กินขิงลดไข้และช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ด้วย

ถ้า ชอบใจขิง และอยากปรุงสมุนไพรอื่นให้มีรสชาติและสรรพคุณเสริมฤทธิ์กันนั้นจาก ประสบการณ์ของชาวบ้านที่ใช้สมุนไพรในการพึ่งตนเอง แนะนำว่า เวลาตากฝนแล้วกำลังจะเป็นไข้ ตัวร้อนเล็กน้อย มึนหัว และเริ่มคัดจมูก ให้เอาตะไคร้ 1 ต้น หั่นเป็นแว่นๆแล้วเอาขิงสด (ขิงแก่) นำมาหั่นเป็นแว่นๆ 5-6 แว่น ใส่น้ำ 3-4 แก้ว ต้มจนเดือด ทิ้งไว้ให้น้ำยาอุ่นๆ แบ่งกินครั้งละ 1/2-1 แก้ว กินวัน 3 เวลาหลังอาหาร หรือจะกินถี่กว่านั้นก็ได้  กินแล้วไข้ลด จมูกโล่ง หายใจคล่องขึ้น

บางท่านแนะนำให้ใช้วิธีป้องกัน ก่อนไปโดนฝน เวลาเช้าอากาศเย็นๆ ชื้นๆ แบบนี้นำตะไคร้ 1 ต้น สับเป็นท่อน ขิงแก่สดเท่าหัวแม่มือ ทุบพอแตก ใส่หม้อต้มกับน้ำ 1 ขวดเดือดแล้วอาจแต่งน้ำตาลเล็กน้อย ให้ดื่มน้ำขิงตะไคร้ทุกเช้า จะช่วยให้รู้สึกตัวอุ่นๆ และทำให้เหงื่อออกเล็กน้อย น้ำที่ต้มไว้เก็บใส่กระติกเก็บความร้อนและแบ่งไว้กินได้ตลอดวัน

บาง ท่านใช้ตะไคร้ต้มน้ำกินอย่างเดียวก็มีส่วนช่วยขับเหงื่อลดไข้ นอกจากนี้ ยังมีภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับวิธีการทำยาตะไคร้โดยเอาต้นตะไคร้สัก 2 ต้น เอาไปเผาไฟพอสุก แล้วเอามาตัดหัวตัดท้าย แล้วทุบให้พอแตก นำไปแช่ในน้ำร้อน กินครั้งละ 1/2 แก้ววันละ 4-5 ครั้ง กินต่อเนื่องสัก 3-4 วัน อาการจะทุเลาลง จนหายไปในที่สุด

ในตำรายาอินเดียบอกว่า น้ำยาชงจากใบตะไคร้ กินขณะอุ่นๆ ใช้ขับเหงื่อในคนที่เป็นไข้ได้ดีมาก โดยเฉพาะคนไข้ที่อ่อนเพลียนั้นยิ่งควรใช้ยาชงตะไคร้ น้ำยาชงตะไคร้เป็นที่นิยมกันมากตามศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย

และ ถ้าหวัดจับงอมแงมไม่ควรอาบน้ำเย็นถ้าต้องการเช็ดตัวและอาบน้ำอุ่น ขอแนะนำยาดีย้อนยุคที่ยังใช้ได้จนถึงยุคโลกออนไลน์โดยเฉพาะรายที่น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจไม่ค่อยออก ให้เอา ตะไคร้ หัวหอมเล็ก และใบมะขาม มาต้มอาบ สรรพคุณยา และกลิ่มน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดที่มากับไอน้ำร้อนๆ จะช่วยทำให้น้ำมูกลดแห้งลง หายใจโล่ง อาการหวัดหายเร็วขึ้นมาก

มาเรียนรู้การป้องกันและผ่านฤดูฝนนี้ด้วยสุขภาพดีแบบภูมิปัญญาไทยๆ กันดีกว่า

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน โดย มูลนิธิสุขภาพไทย  

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

สมุนไพรไทยรสเผ็ดร้อนช่วยชะลอแก่


แพทย์สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะประชาชนทานสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อนเพื่อช่วยชะลอความชรา

รศ.ดร.อรุณพร อิฐรัตน์ สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุ ว่า ความแก่ หรือความชรา เป็นความเสื่อมถอยของร่างกาย เซลล์ และอวัยวะ ที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมดุล ซึ่งการแพทย์แผนไทย เห็นว่า วัยชรา จะเริ่มตั้งแต่อายุ 32 ปีขึ้นไป ส่วนความชราภาพ หรืออวัยวะเสื่อมถอยนั้น เกิดจากธาตุดิน

หากอยากให้ร่างกายหรือธาตุดินทำงานได้อย่างสมดุลจะ ต้องมีการบำรุงอวัยวะ โดยเฉพาะหัวใจ และการรับประทานอาหารให้ถูกต้องสมวัย โดยเฉพาะวัยชรา ควรลดอาหาร หรือสมุนไพรที่มีรสหวาน มัน เค็ม เนื่องจากจะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือทำให้เป็นโรคอ้วน ควรใช้สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนแทนเพราะจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตทำให้ มีการสูบฉีดโลหิตเข้าหัวใจได้ดี เช่น ขิง พริกไทย และกระเทียม นอกจากนี้ อาหารสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนหลายชนิดยังเป็นสมุนไพร ที่ชะลอความชรา เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ทำให้ลดคามเสื่อมของเซลล์ลงได้ด้วย

ขณะที่ ผศ.นพ.สุรจิต อาวสกุลสุทธิ หน่วยศัลยกรรมตกแต่ง กล่าวว่า ปัจจุบันการตกแต่งศัลยกรรมเพื่อลบรอยย่นบนใบหน้า พบเกือบทุกกลุ่มสาขาอาชีพ พบมากที่สุดในอาชีพครู เนื่องจากมีการทำงานด้านเอกสารมาก ทำให้เกิดความเครียด และเกิดการขมวดคิ้วบ่อย จึงทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้ามาก

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

คุณค่าขมิ้นชัน สมุนไพรไทยยับยั้งป้องกันมะเร็ง


‘ขมิ้นชัน”สมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ กันมายาวนานของคนไทย ซึ่งนิยมนำมาปรุงอาหารและตำรับยาสารพัด ตั้งแต่ยาอายุวัฒนะ, ยาบำรุงร่างกาย, ยาบำรุงธาตุ, ยาแก้ท้องอืด, ยา แก้ท้องเฟ้อ, ยารักษากระเพาะ, ยาแก้อักเสบหลังคลอด, ยารักษาแผล ตลอดจนเป็นยารักษามะเร็ง และยังเป็นสมุนไพรที่ทำให้ผิวสวยผุดผ่องอีกด้วย
 
“รศ.ดร.วิสุดา สุวิทยาวัฒน์” จากสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิด เผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ และตีพิมพ์ผลงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับฤทธิ์ของขมิ้นชัน ต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ของขมิ้นชันในการต้านอนุมูลอิสระ, ฤทธิ์ใน การยับยั้งการแบ่งเซลล์ และฤทธิ์ในการยับยั้งเนื้องอก โดยผลการศึกษาวิจัยหลายสำนักยังค้นพบคุณค่าของขมิ้นชันใน การรักษาโรคอื่นๆ ด้วย รวมถึงโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือด และอัลไซเมอร์

ด้าน “ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร”  หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  กล่าวเสริมว่า ผลจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียด  และการปนเปื้อนของสารพิษ  ทำให้ผู้คนทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้น  รวมทั้งประเทศไทย  ซึ่งปัจจุบันภาครัฐต้องจัดสรรงบค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาโรค มะเร็งไว้เฉลี่ยถึงปีละ 1 หมื่น 6 พันล้านบาท และในปี 2553  พบว่ามะเร็งเป็นโรคร้ายอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทย  โดยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งสูงถึง 241,051 คน และผู้เสียชีวิต 56,058  ราย ขณะที่ในปี 2554 มีแนวโน้มพบผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอีก  23%

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ได้จับมือกับสำนักข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมให้ประ  ชาชนทั่วไปหันมาใช้ขมิ้นชันเพื่อสุขภาพ โดยให้ความรู้  ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก, การเก็บเกี่ยว, การตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงแนะนำเทคนิคการนำขมิ้นชันมาบริโภคในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันการคุกคามของโรคมะเร็ง โดยผลการศึกษาวิจัยหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า การทานขมิ้นชันต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันไม่ก่อให้เกิดผลข้าง เคียงต่อร่างกาย ขณะเดียวกัน ขมิ้นชันยังเป็นสมุนไพรหาง่าย ปลูกง่าย ใช้ได้ง่าย รวมทั้งสามารถนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น การทำเป็นน้ำสมุนไพรขมิ้นชัน, โยเกิร์ตขมิ้นชัน, ขนมไข่ขมิ้นชัน และน้ำสลัดขมิ้นชัน

สำหรับหลักการสำคัญในการเลือกขมิ้นชันมาปรุงอาหารก็คือ  ควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพโดยจะต้องเป็นขมิ้นชันที่มีอายุ อย่างน้อย 9-12 เดือน  ฤดูกาลที่เหมาะสมควรเริ่มปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม  และเก็บเกี่ยวในช่วงที่ใบยุบตัว  จึงจะสามารถขุดเหง้ามาทำยาได้  เมื่อขุดหัวขึ้นมาใช้ต้องทำความสะอาดให้ดี  ฝานตากในที่ร่มแสงรำไร เก็บในภาชนะสะอาด ควรเก็บให้พ้นจากแสง  และอย่าเก็บไว้นานเกินไป เพราะน้ำมันหอมระเหยจะหายหมด


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดื่ม น้ำมะตูม ชื่นใจดับกระหายแก้ร้อนใน


อากาศร้อน ๆ แบบนี้หลายคนคงกำลังมองหาเครื่องดื่มเย็น ๆ เพื่อช่วยดับกระหายคลายร้อนกันอยู่ใช่ไหมคะ เคล็ดลับสุขภาพดีวันนี้ พลาดไม่ได้กับเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับ "มะตูม" สมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณช่วยดับกระหายแก้ร้อนในได้ดีอีกชนิดหนึ่ง พร้อมคำแนะนำวิธีทำน้ำมะตูมกลิ่นหอมหวานชื่นใจค่ะ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก "มะตูม"ไม้ผลมหัศจรรย์จากธรรมชาติกันสักนิด เริ่มจาก ความสูงของ ต้นมะตูม ซึ่งมักอยู่ที่ประมาณ 10-15 เมตร เปลือกต้นมีสีเทา แตกเป็นร่องตามยาว ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยใบปลาย รูปไข่ กว้าง 2-6 ซม. ยาว 5-14 ซม. ปลายใบแหลม แผ่นใบบางเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกมี 4 กลีบ โคนติดกัน ปลายแยกเป็น 4 แฉก รูปไข่กลับยาว ด้านนอกสีเขียวอ่อน ด้านในสีขาวนวล มีน้ำเมือก มีกลิ่นหอม ผล รูปรีกลมหรือยาว ผิวเรียบเกลี้ยง เปลือกหนา แข็ง ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกเป็นสีเขียวอมเหลือง เนื้อในสีส้มปนเหลือง นิ่ม มีเมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณของผลมะตูมเมื่อโตเต็มที่แล้วจะช่วยแก้ท้องเดิน ท้องเสีย ท้องร่วง โรคลำไส้เรื้อรังในเด็ก โดยวิธีรับประทานนำมาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแห้งคั่วให้เหลือง ชงรับประทาน ส่วนผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก นำมาเชื่อมรับประทานเป็นขนมหวานจะมีกลิ่นหอมและรสชาติชวนรับประทาน ช่วยบำรุงกำลัง รักษาธาตุ ช่วยขับลม และเมื่อผลสุกเต็มที่สามารถรับประทานเป็นผลไม้ จะช่วยเป็นยาระบายท้องและเป็นยาประจำธาตุของผู้สูงอายุที่ท้องผูกเป็นประจำ สำหรับใบสามารถนำมาใส่แกงบวด เพื่อแต่งกลิ่นจะได้กลิ่นหอมชวนรับประทานและรากสามารถแก้หืด หอบ แก้ไอ แก้ไข้ ขับลม

สำหรับวิธีทำน้ำมะตูมดื่มให้ชื่นใจ เริ่มจากการเตรียมส่วนผสมก่อนได้แก่ 1. มะตูมแห้ง 8 กรัม (ประมาณ 2 ชิ้น) 2. น้ำตาลทราย 15 กรัม 3. น้ำเปล่า 240 กรัม จากนั้นเริ่มทำโดยนำมะตูมแห้งมาล้างให้สะอาด ปิ้งไฟให้หอม นำไปใส่หม้อ เติมน้ำตั้งไฟ เคี่ยวสักครู่ยกลงกรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำตาลทราย ตั้งไฟให้ละลาย ชิมรสตามชอบแล้วยกลงปล่อยให้เย็น สูตรนี้มีคุณค่าทางโภชนาการ คือให้พลังงาน 70.64 กิโลแคลอรี่ วิตามินเอและแคลเซียม 6.8 มิลลิกรัม โดยจะนำไปแช่เย็นหรือใส่น้ำแข็งดื่มเพื่อดับกระหายคลายร้อนก็ได้ ส่วนคุณค่าทางยา เป็นยาระบาย ขับลม แก้ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ทำให้ขับถ่ายดีและเจริญอาหาร ขับเสมหะ แก้อาการร้อนในได้เป็นอย่างดีเหมาะสำหรับดื่มในหน้าร้อน

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับน้ำสมุนไพรไทยรสชาติดี หอมหวาน ชื่นใจ แถมมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเช่นนี้ อย่าลืมนำสูตรน้ำมะตูมไปลองทำดื่มดูหรือใครติดใจรสชาติและกลิ่นหอม ๆ ของน้ำมะตูมก็สามารถทำแช่เย็นไว้เป็นเครื่องดื่มประจำครอบครัวเลยก็ได้นะคะ จะได้สุขภาพดีกันทั้งครอบครัว.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ผัดกาดหอมรสดีวิตามินบีสูง


ผักกาดหอม หรือสลัด แม้จะมีรูปร่างหลากหลาย แต่ในด้านสรรพคุณ ถือเป็นพืชผัก สมุนไพรที่มีความน่าสนใจไม่น้อย พจนานุกรม สมุนไพรไทย ของ ศ.ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม ระบุว่าสรรพคุณของผักกาดหอมทั้งต้น จะอุดมไปด้วยวิตามินบี ถ้านำมาคั้นเอาน้ำทาฝีมะม่วงที่รีดเอาหนองออกแล้ว ขับพยาธิ นำมาปรุงเป็นยาบำรุง แก้พิษ ขับลมในลำไส้ ดับกระหาย และเป็นยาระบาย 

ใบของผัดกาดหอม นำมาปรุงเป็นอาหารได้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้หลับได้ง่าย น้ำคั้นจะเป็นยาแก้ไอได้อย่างดี แก้ไข้ ขับปัสสาวะและขับเหงื่อ เมล็ดผัดกาดหอม จะมีรสขม ช่วยขับน้ำนม รักษาโรคตับ ขับปัสสาวะ เป็นยาระงับปวดแก้ปวดเอว รักษาริดสีดวงทวาร คุณค่าอาหาร ของผักกาดหอมในปริมาณ 100 กรัม จะให้พลังงาน 24.00 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 2 กรัม ไขมัน0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3 กรัม แคลเซียม 16 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัมเหล็ก 4.9 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 173.17 ไมโครกรัม เส้นใย 1.80 กรัมวิตามินบี1 0.06 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.18 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัมวิตามินซี 9.00 มิลลิกรัม ในเอกสารบางฉบับระบุว่า ผักกาดหอม มีแอนติออกซิแดนท์หลายชนิด ที่ช่วยในการป้องกันและต่อต้านมะเร็งได้ นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำให้ใช้เมล็ดผักกาดหอมตากแห้ง 5 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ถ้าหาก ใช้ต้นให้ใช้ประมาณครึ่งต้นทานเพื่อแก้ไอและขับเสมหะแต่ไม่ควรใช้มากเกินไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

มะเขือขื่น ขับเสมหะแก้ไอได้ดี


มะเขือขื่นในฐานะผักมีสรรพคุณทางสมุนไพร บ่งชี้สรรพคุณไว้ คือผล รสขื่น เป็นยากัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอ แก้ไข้ สันนิบาต , รากรสขื่นเอียน เป็นยากระทุ้งพิษ ล้างเสมหะในลำคอ ทำให้น้ำลายน้อยลง แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต, รากใช้ฝนเป็นกระสายยาแก้เด็กเป็นโรคทรางชัก เนื้อมะเขือขื่นสีเขียว คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาไก่ แก้พยาธิในตา ฯลฯ มะเขือขื่น 100 กรัม มีแคลเซียม 55 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม วิตามินซี 63 ข้อมูลทางอาหาร ชาวล้านนาใช้ผลอ่อน รับประทานทั้งผล เป็นผักจิ้มหรือผักแกง มีรสขมและขื่นเล็กน้อย บ้างนำผลแก่ไปเผาสุก ตำให้ละเอียดแล้วผสม ทำลาบเนื้อหรือลาบหมู ช่วยทำให้ลาบนั้น นุ่มเหนียวขึ้น ในภาคกลาง ใช้ผลดิบ ต้มหรือลวก ใช้จิ้มน้ำพริก ฝานเปลือกใส่แกงป่า อีสาน นิยมใช้ปรุงอาหารกับส้มผัก เช่น ส้มผักกาด ฝานเปลือกใส่ส้มตำลาว เพื่อให้มะเขือขื่น ลดรสเฝื่อน รสฝาดได้   ในทางเภสัชกรรมล้านนา มะเขือขื่น ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาหลายตำรับ เช่น ยาจำเริญกำลัง ยารักษาอาการมีเสมหะและยารักษาตาต้อ, ยารักษาโรคผิวหนังกลาก เกลื้อน ยาแก้ไอ ขับเสมหะ แก้อาเจียน แผลเป็นหนองและหืด นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อกันว่าหากรับประทานมะเขือมากๆ จะทำให้มีความรู้สึกทางเพศสูงและในหญิงมีครรภ์ หากรับประทานมะเขือขื่น เชื่อกันว่าครรภ์จะโตมาก ซึ่งอาจทำให้ในการคลอดลูกได้


ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย โดย คเนพร  พิทักษ์พงค์

สมุนไพรไทยหยุดเลือดกำเดาไหล

ตำรับโบราณช่วยสมานแผล-ห้ามเลือด


            อาการ เลือดกำเดาไหลเกิดจากเส้นเลือดเล็กๆ ที่บุเยื่อจมูกฉีกขาด ทำให้มีเลือดไหลออกทางจมูกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ส่วนมากมักเกิดขึ้นเฉียบพลัน พบบ่อยในเด็ก

          เลือด กำเดาไหลเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมากมักไม่ใช่สาเหตุร้ายแรง ซึ่งจะมีเลือดออกเพียงเล็กน้อยและหยุดได้เอง แต่อาจเกิดจากความผิดปกติและโรคต่างๆ ได้ ดังนี้

          1. การบาดเจ็บของเยื่อบุจมูก ได้แก่ การแคะจมูก ผู้ที่มีนิสัยชอบแคะจมูกจะมีน้ำมูกแห้งกรัง เมื่อแคะออกจะเกิดแผลถลอก การสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างเร็ว เช่น ระหว่างขึ้นเครื่องบินหรือการดำน้ำ อาจมีผลให้เกิดเลือดออกในโพรงอากาศข้างจมูกและมีเลือดกำเดาไหล นอกจากนี้ยังเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะและใบหน้า อาจโดนที่จมูกโดยตรงหรือโพรงไซนัส ทำให้มีเลือดออกได้

          2. การอักเสบในช่องจมูก ได้แก่ ภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน หรือโรคแพ้อากาศ อาการคือจะมีเลือดคั่งที่เยื่อบุจมูกและเยื่อบุโพรงอากาศข้างจมูก ถ้ามีการสั่งน้ำมูก อาจทำให้เลือดกำเดาไหล ส่วนภาวะอากาศหนาว ความชื้นต่ำ ทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง เกิดการอักเสบและเลือดออกได้ง่าย

          3. การผิดรูปของผนังกั้นช่องจมูก มีลักษณะโค้งงอหรือเป็นสันแหลม ทำให้มีน้ำมูกแห้งกรัง เมื่อแคะจะมีเลือดออกได้

          4. เนื้องอกในจมูกหรือโพรงอากาศข้างจมูก ทั้งชนิดร้ายและไม่ร้าย ก็อาจทำให้มีเลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน

          5. โรคทางระบบอื่นๆ ได้แก่ โรคเลือดที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ การได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด โรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด หรือความดันโลหิตสูง ทำให้เส้นเลือดแตกได้ 

         อย่าง ไรก็ตาม อาการส่วนใหญ่ที่พบมักไม่ค่อยมีอันตรายร้ายแรง และสามารถรักษาได้เองด้วยวิธีพื้นบ้านง่ายๆ ที่ช่วยหยุดเลือดกำเดาให้คุณได้ในเวลาไม่กี่นาที

          บีบจมูกหยุดเลือดไหล

          เมื่อ มีเลือดกำเดาออก อย่างตกใจจนทำอะไรไม่ถูกนะคะ นอกจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณสันจมูกที่ หลายคนรู้จักกันดีแล้ว เรามีวิธีหยุดเลือดกำเดาง่ายๆ ก็คือการกดบีบจมูก เริ่มต้นจาก

          1. นั่งหลังตรง โน้มศีรษะมาข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลลงคอ

          2. ต่อมาให้คุณสั่งน้ำมูกเบาๆ เพื่อไล่ลิ่มเลือดที่อาจไปขัดขวางการสมานรอยแตกของหลอดเลือด

          3. จากนั้นใช้นิ้วบีบจมูกเข้าหากันเบาๆ แล้วกดเข้าหาหน้า นิ่งอยู่ในท่านี้อย่างน้อย 10 นาที (ระหว่างนี้ให้หายใจทางปาก)

          4. ถ้าเลือดยังไม่หยุดไหล ให้กดต่อไปอีก 10 นาที วิธีนี้มักได้ผลดี




          สมุนไพรเยียวยาเลือดกำเดาไหล

          นอก จากนี้เรายังมียาสมุนไพรไทยรักษาเลือดกำเดาไหลจาก คุณบุญยืน ผ่องแผ้ว หรือหมอน้อย หมอสมุนไพรประจำคลินิกหนองบงการแพทย์แผนไทย จังหวัดลพบุรี มาแนะนำกันค่ะ

          ใบพลู ใช้ใบพลู 1 ใบ ม้วนให้กลมเหมือนมวนบุหรี่ ขนาดให้พอดีรูจมูก ขยี้ปลายข้างหนึ่งให้พอช้ำ นำปลายที่ช้ำสอดเข้าไปในจมูกข้างที่มีเลือดไหล ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เลือดจะหยุดไหล เพราะใบพลูมีสรรพคุณช่วยสมานแผลได้ดี

          น้ำมะนาว ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบใส่น้ำร้อน 1 แก้ว เติมเกลือครึ่งช้อนชา น้ำตาลทรายไม่ขัดขาวครึ่งช้อนโต๊ะ ชงดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหาร น้ำมะนาวมีวิตามินซีสูง แก้เลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด และเลือดกำเดาไหลได้

          รากต้นข้าว ใช้รากข้าวที่เกี่ยวแล้ว 1 ต้น ถอนทั้งรากทั้งโคน ยาวประมาณ 1 คืบ (ตั้งแต่รากขึ้นไป) ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ 1 ลิตร รอจนเดือด กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร เช้า - เย็น ช่วยห้ามเลือดกำเดาไหล

          รากต้นฝรั่ง ใช้รากต้นฝรั่ง 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ 1 ลิตร รอจนเดือด กรองเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร เช้า - เย็น

          รากหัวไชเท้า ใช้รากหัวไชเท้าหนัก 1 บาท หรือประมาณ 15 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด ตำหรือคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นใช้น้ำที่คั้นได้หยอดเข้าทางจมูกข้างที่มีเลือดไหล 1 - 2 หยด หัวไชเท้ามีสรรพคุณสมานแผลและห้ามเลือดได้

          รากไพล ใช้รากไพล 7 ราก ล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียด หลังจากนั้นใส่น้ำเปล่า 3 หยด ขยี้ให้เข้ากัน กรองเอาแต่น้ำ หยอดน้ำรากไพลในรูจมูกข้างที่เลือดไหล ไพลมีสรรพคุณช่วยแก้เลือดกำเดาไหลและฆ่าเชื้อ

          นอกจากนี้ หมอน้อยได้ให้ตำรับยาไทยสูตรโบราณ ซึ่งมีสรรพคุณสมานบาดแผล ห้ามเลือด และฆ่าเชื้อได้ดีมาฝากกันค่ะ

          ใช้ขมิ้นอ้อย 7 แว่น ขมิ้นชัน 7 แว่น เกลือตัวผู้ 3 เม็ด กระเทียม 3 กลีบ ตำทุกอย่างให้เข้ากันดี หลังจากนั้นนำยาทั้งหมดเคี่ยวกับน้ำมันพืชครึ่งลิตร เคี่ยวจนกระเทียมไหม้ดี แล้วจึงยกขึ้นและกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำมัน หลังจากนั้นใส่เหล้า 3 หยด ใส่ภาชนะขวดแก้วเก็บไว้

          เมื่อมีเลือดออกในจมูก ให้นอนหงายและใช้คัตตอนบัด (สำลีปั่นหู) จุ่มน้ำมันทาภายในรูจมูกข้างที่มีเลือดออก คลึงจมูกเบาๆ ทำวันละ 1 ครั้ง หรือเวลาที่มีเลือดกำเดาไหล

          เพียง เท่านี้อาการเลือดกำเดาไหลที่หลายคนเคยตื่นตระหนกก็หยุดไหลด้วยดี แต่ถ้าทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้ว เลือดยังไม่หยุดไหลหรือเลือดยังไหลลงคอไม่หยุด ขอแนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์ที่อยู่ใกล้ๆ บ้านโดยด่วนค่ะ


ที่มา : ชีวจิตดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

สกัดสมุนไพรไทยเครื่องดื่มสู้มะเร็ง


           วว.ประสบ ผลสำเร็จพัฒนาเครื่องดื่มจากผักพื้นบ้าน 2 ชนิด น้ำผักเชียงดา-ผักหวานบ้าน ค้นพบสรรพคุณเป็นเลิศต่อร่างกาย อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอเซลล์เสื่อม ลดน้ำตาลในเลือด ระบุทดสอบทางวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากลแล้ว พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนผลิตในเชิงพาณิชย์

           เมื่อ วันที่ 31 มีนาคม ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) บางเขน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถลงความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำผักเชียงดา น้ำผักหวานบ้าน และเครื่องดื่มว่านหางจระเข้

           นางเกษมศรี หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมของผู้บริโภคหันมาสนใจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากยิ่ง ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สมุนไพรไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีผลงานวิจัยเครื่องดื่มจากผักพื้นบ้านมากนัก วว.จึงได้เริ่มวิจัยสรรพคุณพืชผักชนิดต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เริ่มตั้งแต่ปี 2550-2552 จนค้นพบว่า ผักเชียงดาและผักหวานบ้านอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขณะนี้พร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มจากผักพื้นบ้านให้แก่ ภาคเอกชนที่สนใจนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ การสนับสนุนเครื่องดื่มผักพื้นบ้านยังเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ เกษตรกรในท้องถิ่นอีกด้วย

           "ผัก เชียงดาเป็นราชินีผักของภาคเหนือ ปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ส่วนผักหวานบ้าน เป็นผักที่พบได้ทั่วประเทศไทย ผักทั้ง 2 ชนิดนี้มีความโดดเด่นทางด้านสรรพคุณทางยา เหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อคนรักสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้แคลอรีต่ำกว่าเครื่องดื่มทั่วไป" นางเกษมศรีกล่าว

           ดร.ประไพภัทร คลังทรัพย์ นักวิชาการประจำฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าวถึงผล การศึกษาวิจัยสรรพคุณที่มีต่อสุขภาพของผักเชียงดาและผักหวานบ้านว่า ผักทั้ง 2 ชนิดมีสารผักที่สำคัญในกลุ่มฟลาโวนอยด์และฟีนอลิก ซึ่งพิสูจน์ฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ โดยสามารถปกป้องสารพันธุกรรม และเซลล์จากการทำลายด้วยอนุมูลอิสระชนิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และอนุมูลซูเปอร์ออกไซด์ มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นที่ผนังเซลล์ที่ทำให้เกิดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ ผ่านกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ทั้งการทดสอบทางปฏิกิริยาเคมี ทดสอบในเซลล์มนุษย์และสัตว์ทดลอง

           "สาเหตุ ที่เลือกศึกษาวิจัยผักเชียงดาและผักหวานบ้าน เพราะในเมืองไทยยังไม่มีหน่วยงานใดๆ วิจัยคุณประโยชน์ของผักทั้ง 2 ชนิดนี้อย่างจริงจัง แต่ประเทศญี่ปุ่นได้นำผักเชียงดาของเราไปวิจัยเป็นเครื่องดื่ม และจดสิทธิบัตรสารผักที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ขณะที่ วว.เน้นคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์" ดร.ประไพภัทรเผย

           สำหรับ การพัฒนาสูตรและรูปแบบของเครี่องดื่มน้ำผักพื้นบ้านเพื่อความสะดวกในการบริ โภค ทั้งน้ำผักเชียงดาและน้ำผักหวานบ้านจะแบ่งเป็น 2 สูตร คือ สูตรธรรมชาติและสูตรน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล จึงให้พลังงานเพียง 15 กิโลแคลอรีต่อหน่วยบริโภค แล          ะมี ปริมาณโซเดียมต่ำเพียง 10 มิลลิกรัม เมื่อเทียบผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาดที่ให้พลังงานระหว่าง 45-70 กิโลแคลอรี และมีเกลือโซเดียมระหว่าง 20-55 มิลลิกรัม นับว่าเครื่องดื่มน้ำผักดังกล่าวเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รักสุขภาพที่ต้อง การเสริมสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และจำกัดพลังงานที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน

           ด้านนายศรีศักดิ์ ตรังวัชรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการศึกษาวิจัยสรรพคุณของว่านหางจระเข้พันธุ์อะโลบาร์บาเดนซีส พบว่าช่วยบำรุงร่างกายและยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของร่างกายเป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาโรคกระเพาะอาหารอักเสบอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับนำมาแปรรูป เนื่องจากมีโปรตีนไฟเบอร์และคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็น เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

           "จาก ผลการศึกษาอายุการเก็บรักษาของเครื่องดื่มว่านหางจระเข้พร้อมดื่มทั้ง 2 ชนิด พบว่ามีอายุการเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส และทีมนักวิจัยได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปทดสอบการยอมรับจากผู้บริโภคเป้าหมาย โดยให้คะแนนความชอบในระดับปานกลาง" นายศรีศักดิ์กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

คลายร้อนด้วยสมุนไพรไทย


         ในช่วงหน้าร้อน เป็นช่วงเปลี่ยนอากาศจากหนาวมาเป็นร้อน ร่างกายคนเราอาจไม่สามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ จึงเกิดภาวะเสียสมดุลและมักจะมีอาการป่วยขึ้นมาได้ บางคนอาจเกิดอาการภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากการเสียเหงื่อในปริมาณมาก และ/หรือจากการทำงานกลางแจ้ง ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้

          วันนี้จึงมีคำแนะนำในการนำสมุนไพรแบบไทยๆ มาคลายร้อนซึ่งง่ายและได้ผลตามภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะในหน้าร้อนนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าเครื่องดื่มปรุงจากสมุนไพรช่วยดับกระหายที่มีคุณค่ามา ดับร้อนผ่อนกระหาย ซึ่งการดื่มน้ำสะอาดเย็นชื่นใจก็ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ น้ำสมุนไพรเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากพืชหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ นำมาแปรรูปให้เหมาะสมตามทั้งนี้น้ำสมุนไพรมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น

          1.มะตูมสุก รสหวานเย็น สรรพคุณแก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือด บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลม รสฝาด แก้ปวดศีรษะ ตาลาย เจริญอาหาร ลดความดันโลหิตสูง

          2.กระเจี๊ยบแดง นอกจากช่วยแก้กระหายน้ำและทำให้สดชื่นแล้ว น้ำกระเจี๊ยบยังช่วยขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ช่วยย่อยอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ แถมยังช่วยลดไข้และแก้ไอได้อีกด้วย

          3.ดอกเก๊กฮวย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้สดชื่น ลดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเพราะอากาศร้อน

          4.ใบว่านหางจระเข้ ช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แถมยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดีและท้องไม่ผูก น้ำดื่มสมุนไพรชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนนอนดึกและอ่อนเพลีย

          5.น้ำรากบัว เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดนี้ได้มาจากรากบัวต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเพื่อดับกระหาย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณแก้ท้องร่วง แก้ร้อนใน ลดไข้ ขับเสมหะ บำรุงกำลัง ช่วยให้เจริญอาหาร

          6.น้ำว่านกาบหอย ทำมาจากใบว่านกาบหอย ใช้ดื่มเพื่อแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และยังแก้ฟกช้ำภายในได้ด้วย

          7.น้ำใบบัวบก เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดี ช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้เกือบทุกคนจะนึกถึงน้ำใบบัวบก น้ำสมุนไพรนี้ได้มาจากใบบัวบกสด มีสรรพคุณแก้เจ็บคอ กระหายน้ำ แก้ช้ำใน โรคปากเปื่อย ปวดศีรษะข้างเดียว ทำให้สดชื่น และยังช่วยลดความดันโลหิตสูง

          8.น้ำใบเตย เพิ่มความสดชื่น ช่วยในการบำรุงหัวใจ ลดอาการกระหายน้ำ

          9.มะนาวผสมน้ำผึ้ง เป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ แก้ท้องอืด ช่วยขับลม แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน บำรุงธาตุ แก้เลือดออกตามไรฟัน และถ่ายพยาธิ

          วิธีการดื่มที่ดี : ควรดื่มแบบจิบช้าๆ และควรดื่มทันทีที่ปรุงเสร็จเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารและทางยามากกว่าปล่อย ทิ้งไว้นานแล้วดื่ม และที่สำคัญแล้วยิ่งอากาศร้อน คุณยิ่งต้องใส่ใจเรื่องของการรับประทานอาหารมากขึ้น เพราะการเลือกรับประทานอาหารในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ยังช่วยให้คุณ.. ไม่ต้องเสี่ยงต่อโรคท้องร่วงและโรคอาหารเป็นพิษ ที่สำคัญคือ อย่าปล่อยให้จิตใจเราร้อนตามอากาศรอบกายก็แล้วกัน รักษาใจให้เย็นไว้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

วิจัย `น้ำอุ่นผสมมะนาว` เช็ดตัวลดไข้ได้ถึง 2 เท่า


           เผยผลวิจัย "น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว" เช็ดตัวลดไข้ให้ผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ได้ผลดี ชี้ไข้ลงได้มากกว่าการใช้น้ำอุ่นอย่างเดียวถึง 2 เท่า แจงสามารถป้องกันอันตรายต่อสมอง จากอาการชักเนื่องจากไข้สูงได้

          วันที่ 16 ก.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานประชุมวิชาการของกระทรวงสาธารณสุขประจำปี 2557 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวชลิดา ภาวนาเกษมศานต์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ประจำโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเสนอผลงานการศึกษาวิจัย เรื่อง "ประสิทธิผลของการใช้น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว ในการเช็ดตัวลดไข้ในผู้ป่วยเด็กที่รักษาในโรงพยาบาลนครพิงค์" และ ประสบผลสำเร็จ สามารถลดไข้ได้ดีกว่าการใช้น้ำอุ่นธรรมดาเช็ดตัว ใช้เป็นทางเลือกในการให้การพยาบาล เพื่อลดไข้ในผู้ป่วยเด็กและกลุ่มอายุอื่นๆ ได้ เนื่องจากมะนาวเป็นสมุนไพรที่หาง่าย ราคาถูก

          สุดเจ๋ง! ผลวิจัย 'น้ำอุ่นผสมมะนาว' เช็ดตัวลดไข้ได้ถึง 2 เท่า
          นางสาวชลิดา กล่าวว่า ในปี 2556 มีผู้ป่วยเด็กเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์จำนวน 782 ราย ในจำนวนนี้ 2 ราย มีอาการชักเนื่องจากมีไข้สูง ทำให้ผู้ปกครองที่ดูแลผู้ป่วยมีความวิตกกังวล โดยขณะผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสูง ผู้ปกครองบางรายไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากให้เหตุผลว่า การเช็ดตัวใช้เวลานาน หลังเช็ดแล้วไข้ลดลง และกลับสูงขึ้นในเวลาไม่นาน ผู้วิจัยจึงสนใจทำการศึกษาการใช้น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวมาใช้เช็ดตัวลดไข้ โดยศึกษากลุ่มผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส จำนวน 60 ราย ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 - 7 กรกฎาคม 2557 โดยใช้วิธีการเช็ดตัวแบบผสมผสานระหว่างการเช็ดตัวและห่อพันตัว เป็นเวลานาน 15 นาที และวัดไข้ซ้ำหลังเช็ดตัวแล้ว 15 นาที เปรียบเทียบกับเด็กที่ใช้วิธีเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นอย่างเดียว

           ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว ให้ผลต่อการลดไข้ได้ อุณหภูมิร่างกายลดลงกว่าเดิมเฉลี่ย 1.2 องศาเซลเซียส เช่นหากมีไข้ 38.5 องศาเซลเซียส หลังเช็ดด้วยวิธีนี้ไข้ลดลงเหลือ 37.3 องศาเซลเซียส ในขณะที่เด็กที่เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นธรรมดาทั่วไป ลดอุณหภูมิได้เฉลี่ย 0.67 องศาเซลเซียสเท่านั้น ชี้ให้เห็นว่าการใช้น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเช็ดตัวลดไข้ ให้ผลในการลดอุณหภูมิร่างกายได้ดีกว่าการใช้น้ำอุ่นอย่างเดียว ประมาณ 2 เท่าตัว

           นางสาวชลิดา กล่าวต่อว่า ผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยทดสอบการใช้มะนาว ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทย หาได้ง่ายในครัวเรือน ครั้งนี้ สามารถนำไปเผยแพร่ประชาชนทั่วไป เพื่อประยุกต์ใช้กับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในครอบครัว เพื่อดูแลบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อเด็กเล็กมีไข้ เพื่อป้องกันการเกิดอาการชัก ซึ่งอาจกระทบต่อสมองของเด็ก และในอนาคตจะมีอาการชักทุกครั้งเมื่อมีไข้สูง และอาจมีผลต่อพัฒนาการ และสติปัญญาการเรียนรู้ของเด็ก การใช้น้ำมะนาวผสมในน้ำอุ่น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเช็ดตัวลดไข้ในผู้ป่วยเด็ก และยังเป็นทางเลือกในการให้การพยาบาล เพื่อลดไข้ในผู้ป่วยเด็กกลุ่มอื่นๆ โดยผู้วิจัยจะศึกษาต่อยอดความรู้ โดยศึกการเลือกใช้ผลมะนาวผิวสีเหลืองกับสีเขียว และการศึกษาระยะเวลาที่ไข้ลด ว่าช่วยลดไข้ได้นานเท่าใด เพื่อให้การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

           ทั้งนี้ มะนาวที่นำมาศึกษาครั้งนี้ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นเขียว ที่มีในท้องตลาดทั่วไป การผสมจะใช้มะนาว 1 ผล ต่อน้ำอุ่นอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ปริมาณ 2,000 ซี.ซี. การผ่ามะนาวต้องผ่าใต้น้ำและบีบใต้น้ำ เพื่อให้ได้น้ำมันจากผิวด้วย ซึ่งกลิ่นของน้ำมันผิวมะนาว จัดเป็นอโรมา เทอราปี เพิ่มการไหลเวียนเลือดดีขึ้น จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายด้วย โดยจากการติดตามผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่าน้ำมันผิวมะนาว นำมาผสมน้ำและพันเท้าและขาเด็ก สามารถลดไข้ได้


           ที่มา : เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

พริกไทย เครื่องยาไทยรสเผ็ดร้อน สรรพคุณเด็ด ๆ เพียบ



พริกไทยเครื่องยาไทยรสเผ็ดร้อน ไล่ลม ลดไขมัน รักษากระเพาะ และต้านอนุมูลอิสระ (ไทยโพสต์)

          พริก ไทยเป็นพืชทางด้านอาหารและยาที่มีการใช้ประโยชน์มาช้านาน และเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีอิทธิพลต่อการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศ มหาอำนาจต่าง ๆ ในยุคล่าอาณานิคม จนเป็นชนวนเหตุให้ประเทศที่มีการปลูกพืชเครื่องเทศทั้งหลายถูกล่าเป็นเมือง ขึ้นมาแล้ว
          พริก ไทยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกมากที่จังหวัดจันทบุรี และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่งของประเทศไทย คนไทยรู้จักใช้พริกไทยมาประกอบอาหาร ที่สำคัญยังนำไปเข้าเครื่องยาไทยและทำเป็นยารักษาโรคอีกหลายตำรับ
          พริกไทยนั้นมีรสเผ็ดร้อน เหมาะกับคนธาตุลม ที่เกิดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน ที่มีจุดอ่อนทางสุขภาพเจ็บป่วยง่ายในฤดูฝน เป็นช่วงที่ความร้อนกับลมกระทบกันจึงมีผลต่อคนธาตุลมให้เจ็บป่วยได้ง่ายกว่า คนธาตุอื่น ๆ หมอแผนไทยมีตำรับยาแต่งรักษาเป็นยาปรับธาตุตามฤดูกาล คือ ตรีผลายาประจำฤดูร้อน ตรีสารยาประจำฤดูหนาว และตรีกฏุกยาประจำฤดูฝน ประกอบด้วยเหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ตัวยาทั้งสามชนิดมีฤทธิ์เด่นทางขับลม ช่วยปรับธาตุลมที่อยู่ในภาวะหย่อน กำเริบหรือพิการให้สมดุล ลดอาการเจ็บป่วยของบุคคลนั้น
   
          สรรพคุณของพริกไทยในตำรับยาโบราณ ระบุไว้ว่า

          ดอกพริกไทย ใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง

          เมล็ดพริกไทย ใช้ เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้มุตกิต แก้ลมอัมพฤกษ์ นอกจากนี้ในเมล็ดพริกไทยยังมีสารสำคัญ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท

          ใบพริกไทย ใช้แก้ลม จุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง

           เถา ใช้แก้อุระเสมหะ แก้ลมพรรดึก แก้อติสาร

          ราก ราก พริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในยาที่มักนิยมนำไปเข้าเครื่องยาอายุวัฒนะด้วย
   
          พริกไทยที่เราใช้ประโยชน์ในปัจจุบันมีอยู่ 3 แบบ คือ พริกไทยสด พริกไทยดำ และพริกไทยล่อน เคย มีคนจำนวนมากสับสนระหว่างพริกไทยดำและพริกไทยล่อน คิดว่าเป็นชนิดหรือสายพันธุ์ของพริกไทย เพราะในตำรายาบางตำรับจะใช้พริกไทยล่อน บางตำรับจะใช้พริกไทยดำ ซึ่งทั้งสองชนิดก็คือพริกไทยสดที่นำมาแปรรูปเพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์

          พริก ไทยดำคือการนำเอาพริกไทยสดมาตากให้แห้งให้ผิวเหี่ยวย่นจนกลายเป็นสีดำ ส่วนพริกไทยล่อนทำโดยเก็บช่อพริกไทยแก่มาตากแดดเล็กน้อย แล้วนำไปนวดเพื่อแยกเมล็ดออก ใส่กระสอบแช่น้ำ 7-14 วัน แล้วจึงนำเข้าเครื่องนวด ขัดผิวให้หลุดเหลือแต่เมล็ดใน แต่สารสำคัญต่าง ๆ ของพริกไทยจะอยู่ในพริกไทยดำมากกว่าพริกไทยล่อน
   

          ตำรับยาโบราณที่ใช้พริกไทยเข้ายา อาทิ

          ยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย เอา ข้าวสารคั่ว เกลือทะเล พริกไทยล่อน เอาอย่างละเท่า ๆ กัน บดผงปั้นน้ำผึ้ง เม็ดเท่าเมล็ดพุทรา กินครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น และก่อนนอน แก้ผอมแห้งแรงน้อย สุขภาพอนามัยดี ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน

          แก้ไข้เรื้อรัง มีไข้ต่าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ยอมหาย ให้เอาใบกะเพราแห้ง ใบบัวบกแห้ง พริกไทยดำ สิ่งละเท่า ๆ กัน บดเป็นผงปั้นเป็นเม็ด เม็ดละเท่าไข่จิ้งจก กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น

          กระดูกหัก ใช้เปลือกต้นของสบู่ขาว ร่วมกับต้นส้มกบและพริกไทย 5 เม็ด ตำผสมเหล้าขาว แล้วผัดให้อุ่น พอกให้หนา แล้วใช้ไม้พันผ้าให้แน่น

          ยากินให้ผิวสวยเสมอ เอาขมิ้นอ้อย กระชาย แห้วหมู พริกไทย ทุบ ๆ แล้วดองด้วยน้ำผึ้ง กินก่อนนอนทุกวัน ผิวท่านจะสวยเสมอ

          ตะขาบกัด ใช้ผงพริกไทยโรยบริเวณแผล ปวดฟัน ใช้พริกไทย พริกหาง บดเป็นผง ผสมยาขี้ผึ้งปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ

          ใช้อุดฟันที่ปวด ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ใช้พริกไทยแช่ในน้ำส้มสายชูทิ้งไว้นานสัก 2 ชั่วโมง แล้วนำไปตากแห้งและนำกลับมาบดเป็นผงให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชูที่ใช้แช่นั้นแล้วปั้นเป็นเม็ดใช้

          รักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในฤดูหนาวหรือฤดูฝน โดยใช้ไข่ไก่ น้ำกะทิ และพริกไทย ตีให้เข้ากันแล้วตุ๋นให้สุก และนำพริกไทยล่อนเข้าเครื่องยากับเปลือกไข่ไก่ นำไปผิงไฟให้เหลืองแล้วบดเป็นผงละเอียดผสมกับน้ำต้มสุก ใช้รักษาอาการชักจากการขาดแคลเซียม
          ในยุคที่น้ำมันหอมระเหยเข้ามามีบทบาทในวงการสุขภาพมาก ยังพบว่า พริก ไทยได้นำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรียกว่า black pepper oil ที่สกัดจากพริกไทยดำ มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวด ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก กระตุ้นกำหนัด ต้านพิษ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท รักษาโรคกระเพาะ

          ปัจจุบันมีงานศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ของพริกไทยอย่างน่าสนใจ โดยส่วนหนึ่งของงานวิจัยก็เป็นการยืนยันสรรพคุณของการใช้มาตั้งแต่โบราณ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดทางนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น งานวิจัยที่พบว่าพริกไทยมีสารต้านการก่อมะเร็ง ช่วยเร่งการทำงานของตับให้ทำลายสารพิษได้มากขึ้น ใช้น้ำมันหอมระเหยรักษาผู้ติดบุหรี่พบว่าช่วยลดความอยากและความหงุดหงิดลง ได้

          ที่น่าสนใจเป็นการวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่พบว่าป้องกันโรค ความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา และที่ กำลังเป็นเงินเป็นทอง สร้างรายได้ให้กับผู้ค้าสมุนไพรไม่น้อย ตอนนี้คือการนำสารสกัดพริกไทยไปผลิตเป็นครีมหรือเจลลดความอ้วน ซึ่งเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ง่ายและอาจมีการนำไปปรุงแต่งเข้าเครื่องยา กับสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกัน เพื่อเสริมฤทธิ์การลดไขมัน ก็นับว่าเป็นก้าวย่างของการแปรรูปผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าอย่างน่าสนใจ

ที่มาจาก : ไทยโพสต์

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ยาสีฟันสมุนไพรธรรมชาติ สุขภาพช่องปากที่เลือกเองได้


ยาสีฟันสมุนไพรธรรมชาติ สุขภาพช่องปากที่เราเลือกเองได้ (ไทยโพสต์)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก องค์การสวนพฤกษศาสตร์, อุทยานธรรมชาติวิทยาสีรีรุกขชาติ, rspg.or.th

          รอยยิ้มพิมพ์ใจมักจะมาควบคู่กับฟันขาวสะอาดเสมอ ความสะอาดในช่องปาก เหงือกและฟันจึงมีความจำเป็นยิ่ง นอกจากนี้ เหงือกและฟันยังเป็นอวัยวะช่วยในการย่อยอาหารที่สำคัญ เมื่อเกิดปัญหาในช่องปากย่อมกระทบกับการทำงานในระบบที่เกี่ยวเนื่องกันได้
  
          เมื่อย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของการใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันพบว่ามีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน โดยใช้ขนหมูมัดติดกับไม้ไผ่ใช้แปรงฟัน ส่วนในอินเดียจะใช้กิ่งข่อยแปรง เช่นเดียวกับประเทศไทยใช้กิ่งข่อยและกิ่งสีฟันคนทาแปรงฟัน
  
          ยาสีฟันเก่าแก่และโบราณที่สุดในโลก ได้แก่ เกลือ คนโบราณจึงใช้เกลืออมบ้วนปากและแปรงฟัน ต่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดช่องปากเจริญรุดหน้า เราจึงได้เห็นแปรงสีฟันในรูปแบบต่าง ๆ เช่นที่พบในปัจจุบัน ส่วนยาสีฟันก็ไม่แตกต่าง มีการค้นพบสารซักฟอกที่ใช้ในการทำความสะอาด ยาสีฟันในปัจจุบันจึงมีทั้งฟอง รสชาติต่าง ๆ กลิ่นที่แตกต่างกันไป
  
          ยาสีฟันในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญต่อการทำความสะอาดฟัน เพราะสารขัดถูและสารทำความสะอาด ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่จะช่วยขจัดคราบฟันได้ดี และทำให้ฟันขาวสะอาด และยังมีสารตัวอื่น ๆ เพิ่มลงไปเพื่อช่วยเสริมในการดูแลปากและฟัน เช่น ฟลูออไรด์ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผิวฟัน สารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก เป็นต้น
  
          ทำไมเราต้องใส่ใจว่ายาสีฟันนั้นเป็นแบบธรรมชาติหรือไม่ เพราะส่วนผสมของยาสีฟันทั่วไปนั้นจะมีสารซักฟอกเป็นส่วนประกอบ ซึ่งในระยะยาวแล้วสารเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แตกต่างจากการใช้ยาสีฟันธรรมชาติที่จะไม่มีสารซักฟอกทิ้งสารตกค้างไว้ในร่างกาย และยังสามารถเพิ่มสรรพคุณโดยการเลือกใช้สมุนไพรที่หาได้ง่ายมาเป็นส่วนประกอบของยาสีฟัน ซึ่งเราสามารถเลือกเองได้

ส่วนประกอบหลักของยาสีฟันทั่วไปและธรรมชาติโดยทั่วไป จะประกอบด้วย

          สารขัดถู ทำหน้าที่ขัดถูผิวฟัน ขจัดเศษอาหาร คราบที่ติดอยู่บนผิวฟัน ในยาสีฟันทั่วไปใช้แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นตัวการขัดถู ส่วนยาสีฟันธรรมชาติ ก็จะใช้แคลเซียมคาร์บอเนต และเกลือแกง ผงฟูหรือโซเดียมคาร์บอเนต

          สารทำความสะอาด ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟัน สารที่ใช้เป็นสารลดแรงตึงผิว เช่น สบู่ หรือสารซักฟอก ใช้แปรงฟันแล้วเกิดฟอง สารนี้จะไม่เป็นพิษ ไม่ระคายเคืองต่อเยื่อบุในช่องปาก ยาสีฟันทั่วไปใช้สารซักฟอก ตัวที่นิยมคือสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate ) ใช้ได้ไม่เกิน 2% แต่สำหรับในยาสีฟันธรรมชาตินี้จะใช้ผงสบู่ ไม่เกิน 1-2% หรือเกลือแกง ก็สามารถช่วยทำความสะอาดได้เช่นกัน

          สารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำหน้าที่ช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก ในยาสีฟันทั่วไป มักจะใช้สารไตรโคลซาน(Triclosan) ที่เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในสบู่ยา ส่วนในยาสีฟันธรรมชาติจะใช้ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) สมุนไพรต่าง ๆ ที่บดเป็นผงและน้ำมันหอมระเหย เช่น อบเชย กานพลู เป็นต้น

          สารเพิ่มความชุ่มชื้น ใช้เฉพาะในยาสีฟันที่เป็นครีม ในยาสีฟัน สารเพิ่มความหวาน เพื่อให้รสหวานในยาสีฟัน ไม่ได้เป็นสารจำเป็นแต่อย่างใด ในกรณีที่จะใช้ก็จะใช้กลีเซอรีน หรือซอร์บีทอล
  
          สารปรุงแต่งกลิ่นและสี ในยาสีฟันธรรมชาติ จะใช้น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืชสมุนไพร นอกจากช่วยแต่งกลิ่นและรสของยาสีฟันแล้ว ยังเพิ่มสรรพคุณในการป้องกันรักษาโรคในช่องปากด้วย เช่น น้ำมันหอมระเหยสะระแหน่ ผงอบเชย ผงกานพลู เป็นต้น

          ฟลูออไรด์ (Fluoride) เป็นสารที่ช่วยทำให้เคลือบฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ ฟลูออไรด์ที่ใช้คือ โซเดียมฟลูออไรด์ หรือโซเดียมโมโนฟลูไรฟอสเฟต ต้องใช้ในปริมาณเจือจางมาก ๆ มีข้อควรระวังในการใช้สำหรับเด็กต่ำกว่า 6 ปี ใช้แล้วต้องบ้วนน้ำมาก ๆ ไม่ควรกลืน สำหรับยาสีฟันธรรมชาติจะไม่ใส่
 
ในส่วนของตัวยาสมุนไพรไทยนั้น มีหลายตัวที่มีสรรพคุณที่ใช้กับเหงือกและฟันได้ดี ได้แก่
  •           เกลือ เป็นสารทำความสะอาดเหงือกและฟัน
  •           ข่อย แก้อาการปวดฟัน รักษารำมะนาด  (ใช้เปลือกหรือกิ่งข่อย)
  •           สะระแหน่ สารให้ความเย็น ทำให้ช่องปากหอมสดชื่น
  •           อบเชย มีกลิ่นหอม รสหวาน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
  •           กานพลู รสเผ็ดร้อน ฆ่าเชื้อโรคและเป็นยาชา ใช้ดับกลิ่นปาก แก้เลือดออกตามไรฟัน และแก้โรครำมะนาด
  •           ผักคราดหัวแหวน รสเอียนเบื่อ แก้ปวดฟัน แก้อักเสบรักษาแผลในปาก รำมะนาด
  •           แก้ว ใช้ส่วนของใบ มีรสร้อนเผ็ดขมสุขุม แก้อาการปวดฟัน
  •           สีฟันคนทา ใช้เปลือกหรือกิ่ง ช่วยให้รากฟันแข็งแรงทนทาน
  •           เทียนข้าวเปลือก กลิ่นหอม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
  •           เทียนตากบ กลิ่นหอม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
  •           เทียนสัตตบุษย์ รสหวาน กลิ่นหอม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
  •           โป๊ยกั๊ก กลิ่นหอม แต่งกลิ่น
  •           กระวานเทศ กลิ่นหอมฉุน แต่งกลิ่น

การทำยาสีฟันสมุนไพรธรรมชาติใช้เอง

          1. เตรียมส่วนผสม เช่น เกลือ ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) แคลเซียมคาร์บอเนต ข่อย กานพลู น้ำมันสะระแหน่

          2. นำส่วนผสมเทใส่ถ้วยคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

          3. เมื่อคลุกจนเข้ากันดีแล้วเติมกานพลู ข่อย ลงไปแล้ว คลุกให้เข้ากัน

          4. เมื่อคลุกจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว จึงค่อย ๆ หยดน้ำมันสะระแหน่เติมลงไป จากนั้นก็คลุกจนเข้ากัน แล้วก็บรรจุใส่ภาชนะไว้ใช้
  
          การหันมาปรุงยาสีฟันไว้ใช้เอง ประโยชน์คือเรากำหนดสรรพคุณของวัตถุดิบได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เราสามารถหลีกเลี่ยงไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่ง และเมื่อเทียบราคากับยาสีฟันในท้องตลาดแล้วราคาถูกกว่ามาก สำคัญที่สุดคือสุขภาพของช่องปากของเราที่เลือกเองได้ตามต้องการ

ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม