แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออกกำลังกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออกกำลังกาย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

สนุก-สุขภาพดี กับแอโรบิกดานซ์



ส่งเสริมการทำงานของหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
 
ใครจะเชื่อล่ะว่าการออกกำลังกายด้วย แอโรบิกดานซ์ (aerobic dance) จะสร้างพลังแห่งชีวิตได้ไม่ แพ้การฟิต แอนด์ เฟิร์ม ด้วยวิธีอื่นๆ ก่อนอื่นต้องขอ บอกก่อนว่าอย่าประมาทแอโรบิกดานซ์เป็นอันขาด เพราะถ้าเทียบกับการเล่นเวท ที่เราเห็นหนุ่มๆ เล่นจนกล้ามขึ้นเป็นมัด ๆ แล้วล่ะก็ อยากกระซิบบอกว่า ฟอร์มดี แต่สุขภาพนี่อาจแย่กว่าการเต้นแอโรบิกก็ได้ (ใครจะไปรู้)

เอ้า! จริง ๆ นะ เพราะแอโรบิกดานซ์ เป็นการออกกำลังกาย แบบแอโรบิก (aerobic exercise) ประเภทหนึ่งที่ใช้เวลานานพอที่จะทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการสร้าง พลังงาน ทำให้หัวใจและปอดถูกกระตุ้นซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกาย การออกกำลังกายที่ถือว่าเป็นแอโรบิกนั้นเขาบอกว่าจะต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ เช่น แขน ขา, หนักพอ, นานพอ และต้องทำติดต่อกัน

ส่วนการเล่นเวทเป็นเพียงการออกกำลังกายแบบอนาโรบิก (anaerobic exercise) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้แป้งอย่างเดียว (ไม่ใช้ไขมัน) จึงเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ดี (พอ) ถ้าทำอย่างเดียวโดยขาดการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมาประกอบ (จริง ๆ นะ)

นี่แหละเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายแบบ แอโรบิก จึงทำให้ร่างกายใช้พลังงานสูงขึ้น หัวใจและปอดทำงานเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งสุขภาพทั่วไปแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เหนื่อยอ่อนเพลียง่าย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว อาหารไม่ย่อยจะหมดไป ขับถ่ายสบาย ท้องไม่ผูก นอนหลับง่ายและหลับสนิทขึ้น ลดความเครียด ความวิตกกังวล และอารมณ์ซึมเศร้า หรืออาการทางประสาทอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังทำให้ไม่อยากบุหรี่ ไม่อยากดื่มเหล้า เบียร์ สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น ลดความอ้วนได้ผลดีที่สุด ทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส อารมณ์เยือกเย็นมั่นคง ความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น กระดูกแข็งแรงขึ้น เป็นวิธีป้องกันโรคหัวใจที่ได้ผลดีที่สุด ช่วยฟื้นฟูสภาพหัวใจที่ผิดปกติ เช่น หลอดเลือดโคโรนารี ของหัวใจตีบตัน

การออกกำลังกายด้วยแอโรบิกดานซ์ ซึ่งเป็นแบบ แอโรบิก จึงส่งผลดีต่อสุขภาพที่อยากแนะนำให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ ยุคใหม่หันมาเล่นกัน เพราะไม่ใช่การออกกำลังกายที่ยุ่งยาก

แอโรบิกดานซ์นั้นเป็นการออกกำลังกายที่แตกต่างไปจาก การบริหารร่างกายอื่น ๆ เพราะเป็นการนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมาเข้าจังหวะกับเพลง ด้วยการนำท่ากายบริหาร ท่าเต้นรำ การฝึกร่างกายแบบโยคะ มาผสมผสานกันโดยให้ท่าทางต่าง ๆ เข้ากับจังหวะเพลง ซึ่งมีผลส่งเสริมระบบการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น สร้างสรรค์ความอดทนและความแข็งแรงของหัวใจ ปอด และระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

จุดเด่นของแอโรบิกอยู่ที่การออกกำลังกายที่มุ่งฝึกฝนระบบหายใจ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก ตามการเคลื่อนไหวของร่างกายตามจังหวะเพลง ด้วยลีลา ท่วงทีในการออกกำลังกายที่ตื่นเต้นเร้าใจ คล้ายกับการเต้นรำทั่วไป จึงเป็นการออกกำลังกายที่สนุก เพราะทำเป็นกลุ่ม และจังหวะดนตรีช่วยให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยและความเบื่อหน่ายได้ด้วยการหายใจ เข้าออกอย่างแรง จนทำให้หัวใจและหลอดเลือดเกิดความแข็งแกร่งและความอดทน

นอกจากนี้ยังได้พบว่า จากการออก กำลังแอโรบิกดานซ์นี้ ทำให้เกิดการไหลเวียน ของเลือดแรงพอที่จะไปกระตุ้นให้ต่อมในสมองหลั่งฮอร์โมน เอนดอร์ฟินส์ ออกมา ทำให้รู้สึกสบาย ปลอดโปร่ง แจ่มใส หายเมื่อยล้า และติดใจอยากออกกำลังกายอยู่เสมอ

มาดูกันว่าก่อนที่เราจะไปสนุกกับการออกกำลังกายประเภทนี้ จะเตรียมตัวกันอย่างไร ก่อนอื่นดูที่อุปกรณ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิกดานซ์นั้นประกอบด้วย เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม มีเทปเพลงและเครื่องบันทึกเสียง พื้นห้องควรมีการยืดหยุ่น

แอโรบิกดานซ์นั้นใช้เวลาทั้งหมด 30-45 นาที โดยแบ่งการออกกำลังกายเป็น 3 ขั้นตอน เริ่มจากช่วงอบอุ่นร่างกาย (warm - up) เป็นการอุ่นเครื่องให้กล้ามเนื้อเริ่มทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น พร้อมที่จะออกกำลังมากกว่าปกติ ถ้าหากออกกำลังกายโดยไม่มีการอุ่นร่างกายก่อน อาจทำให้กล้ามเนื้อเป็นอันตรายได้ เช่น กล้ามเนื้อฉีก เคล็ด หรือขัดยอก เป็นต้น

ช่วงต่อมาคือแอโรบิก (aerobic) เป็นขั้นตอนของการบริหารร่างกาย ช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงาน ซึ่งเป็นผลทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สามารถเพิ่มหรือลดบางส่วนของร่างกายได้ และสุดท้ายคือช่วงผ่อนคลาย (cool - down) เป็นการบริหารอย่างช้า ๆ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่เพิ่งทำงานหนักค่อย ๆ ผ่อนคลาย รวมทั้งลดการทำงานของหัวใจให้เข้าสู่สภาวะปกติ ในขั้นนี้จะเน้นการหายใจ เข้า - ออก อย่างช้า ๆ ทำร่างกายให้สบาย ผ่อนคลายที่สุด

นอกจากนี้ ยังอาจแยกย่อยอย่างละเอียดได้อีกถึง 5 ขั้นตอน คือ
1. การอบอุ่นร่างกาย (warm up)
2. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (stretching)
3. ช่วงแอโรบิก (aerobic workout)
4. ช่วงผ่อนคลาย (cool-down)
5. การบริหารเฉพาะส่วน (floor work)

อย่างไรก็ตามแม้การออกกำลังกายจะมีประโยชน์ ต่อสุขภาพ แต่หากเราไม่รู้หลัก และขาดความระมัดระวัง ก็อาจทำให้เกิดโทษได้ ดังนั้น ผู้ที่จะฟิตร่างกายด้วย แอโรบิกดานซ์ จะต้องมีช่วงอายุที่เหมาะสม คืออายุ ไม่มากเกินไป เพราะระบบอวัยวะในร่างกายของคนที่อายุมาก มักจะทนต่อการเต้นที่ใช้เวลานานไม่ได้ หรือผู้ที่เต้นจะต้องไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการออกกำลังกาย เช่น เป็นโรคหัวใจ โรคความดันสูง อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ โรคปวดหลัง และคนที่เป็นโรคอ้วนมาก ๆ ควรปรึกษาแพทย์ ก่อนที่จะออกกำลังกาย

และถ้าจะให้ดีควรมีครูฝึกที่มีประสบการณ์ซึ่งเราสามารถ ขอคำแนะนำต่าง ๆ ได้...แล้วอย่าลืมมาสนุกกับ แอโรบิกดานซ์กันนะ... เอ้า ฟิต แอนด์ เฟิร์ม
 
ที่มา
ข้อมูลจาก :
มติชน
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

เสริมกำลังผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย ด้วยการเดิน


วิธีออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก ปลอดภัย ทำได้สม่ำเสมอ
 
การออกกำลังกายโดยการเดิน เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพราะนอกจากเป็นการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ยังเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายต่อการควบคุมระดับความแรงในการออกกำลังกาย และสะดวกต่อการวัดระดับความแรงในการออกกำลังกายโดยการจับชีพจร ผู้ป่วยสามารถเพิ่มระดับความแรงในการออกกำลังกายได้อย่างช้าๆ ซึ่งจะปลอดภัยกับผู้ป่วยยิ่งขึ้น

           การเดินออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ค่อน ข้างปลอดภัย โดยเฉพาะถ้าเริ่มเดินอย่างช้าๆ เช่นการเดินบนพื้นราบด้วยความเร็วสม่ำเสมอให้ได้ระยะทาง 1.6 กม.ใน 30 นาที จะต้องใช้พลังงานในการเดินประมาณ 2-3 เท่าของร่างกายขณะพักเท่านั้น ซึ่งการใช้พลังงานระดับนี้เทียบเท่ากับการใช้พลังงานในการทำกิจวัตรประจำวัน ภายในบ้าน และเมื่อออกกำลังกายไประยะหนึ่งแล้วก็สามารถเพิ่มความเร็วในการเดินได้ อย่างไรก็ดีก่อนการเพิ่มความเร็วในการเดินควรเพิ่มระยะเวลาในการเดินให้ได้ อย่างน้อย 30 นาทีก่อน

           ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมอุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกายให้พร้อมซึ่งได้แก่ รองเท้า ควรเป็นรองเท้าสำหรับเล่นกีฬา ที่มีแผ่นรองรับเท้าที่มีความนุ่มเพื่อลดแรงกระแทกขณะเดิน ถุงเท้าระบายอากาศได้ดี นาฬิกาสำหรับจับชีพจร และถ้าอากาศร้อนมากอย่าลืมเรื่องน้ำสะอาดที่จำเป็นต้องได้ชดเชยหลังการออก กำลังกายด้วย

           การออกกำลังกายนั้นจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย ก็ต่อเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างถูกต้องและต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมในการเดินสำหรับตัวเอง เช่น บางคนสะดวกที่จะเดินตอนเช้า บางคนเดินตอนเย็น นอกจากนี้ก็ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมและสะดวกที่จะออกกำลังกายด้วย และจะดีขึ้นไปอีก  ถ้ามีเพื่อนร่วมออกกำลังกายสักคนสองคน เพราะอาจทำให้บางคนสามารถที่จะออกกำลังกายได้สม่ำเสมอยิ่งขึ้น
 
  ที่มา
ข้อมูลจาก : น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

มะกันเจ๋ง พบแนวทางรักษาโรคซึมเศร้า


ระบุการออกกำลังกายและการทำให้อารมณ์ดีมีความสัมพันธ์กัน
 
บีบีซี นิวส์ ออนไลน์ รายงานการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐที่อาจนำไปสู่วิธีรักษาโรคซึมเศร้าใหม่ๆในอนาคต โดยในการทดลองพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึม เศร้ามีอาการดีขึ้นได้ ซึ่งการค้นพบนี้อาจนำไปสู่การพัฒนายาที่ให้ผลแบบเดียวกับการออกกำลังกายได้ ในอนาคต โดยทำงานพุ่งเป้าไปที่ยีนอย่างหนึ่งในสมอง

           ทั้งนี้นักวิจัยศึกษาเพื่อมุ่งทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลัง กายและการทำให้อารมณ์ดี โดยเน้นศึกษาพื้นที่สมองส่วนที่เรียกว่า hippocampus ที่ปัจจุบันเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาเพื่อหาทางพัฒนายารักษาโรคซึมเศร้า อยู่แล้ว

           ขณะเดียวกันนักวิจัยยังมุ่งหายีนที่เกี่ยวข้องด้วย โดยพัฒนาวิธีทดสอบเพื่อดูว่ายีนชนิดใดในพื้นที่ดังกล่าวทำงานเพิ่มขึ้นใน ระหว่างการออกกำลังกาย และได้พบยีนชนิดหนึ่งที่โดดเด่น มีชื่อเรียกว่า  vgf อันเป็นยีนที่เกี่ยวพันกับเคมี growth factor chemical ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเซลล์ประสาท ซึ่งตรงกับสมมุติฐานของนักวิจัยที่เชื่อว่าการจะแก้ปัญหาอาการซึมเศร้าได้จะ ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกัน ไม่ใช่ปรับเฉพาะเคมีที่อยู่รอบเซลล์เท่านั้น

           จากนั้นได้พัฒนาเคมีชนิดหนึ่งและนำไปทดสอบกับหนู พบว่ามีผลกระทบต่อพฤติกรรมที่มีลักษณะเดียวกับยาต้านโรคซึมเศร้าในมนุษย์ แต่นักวิจัยเชื่อว่ายาที่มีฐานมาจากยีน vgf อาจจะดีกว่ายาต้านโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน

           มาร์คัส โรเบิร์ต ผู้อำนวยการด้านนโยบายของสถาบัน mind กล่าวว่า แพทย์ควรให้การรับรองการออกกำลังกายเพื่อใช้รักษาปัญหาทางจิต ซึ่งที่ผ่านมาทางสถาบันให้การรับรองมานานแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นวิธี หนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงปัญหาสุขภาพจิตได้ ในขณะที่ผู้มีปัญหาดังกล่าวเปิดเผยว่าการออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา
 
ที่มา
ข้อมูลจาก : โลกวันนี้
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

รักษ์สุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย สร้างภูมิคุ้มกัน


 “ฝากออมสินสุขภาพ” ทุกคุณค่าเหมือนยาวิเศษ

จากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้ผู้คนในสังคมยุคปัจจุบันมีการใช้เครื่องทุ่นแรงมาอำนวยความสะดวกให้กับตนเองมากขึ้นมีการใช้แรงใช้กล้ามเนื้อประกอบภารกิจในการดำรงชีวิตประจำวันน้อยลง ส่งผลให้สุขภาพพื้นฐานและสมรรถภาพทางกายลดลง เพราะขาดการเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกาย

ยิ่งในสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกันสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดความกดดันและความเครียดสะสมทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้ผันแปรไปตามสภาวะของแรงกดดัน ก่อให้เกิดสภาวะความหวาดวิตกในความไม่มั่นคงของชีวิต นำไปสู่อาการของโรคเครียด โรควอตกกังวล โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคเจ็บป่วยทางสังคมอีกหลายชนิด ที่โถมกระหน่ำเข้าสู่บุคคลทุกเพศทุกวัยและทุกฐานะอาชีพ

ด้วยเหตุนี้การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี จึงเปรียบเสมือนยาวิเศษที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจได้ค่อนข้างมั่นคงถาวรและเป็นรูปธรรม หากได้มีการออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็กอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองในแต่ละวัย การออกกำลังกายจึงไม่ต่างอะไรกับการได้ “ฝากออมสินสุขภาพ” ให้กับตนเองช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงเป็นทุนสำรองไว้ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บในยามที่เข้าสู่วัยเสื่อมและวัยชรา ซึ่งจะเริ่มมีอาการปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 30 ปีเป็นต้นไป

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงมิใช่เพียงแต่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี มีอารมณ์แจ่มใสมั่นคง และมีความอดทนอดกลั้นต่อความกดดันของสังคม ที่บีบคั้นได้อย่างมากมายมหาศาลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งสามารถที่จะจำแนกวัตถุประสงค์ของการออกกำลังกายได้เป็น 4 ประการหลัก คือ

1. การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษา การออกกำลังกายประเภทนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการบำบัดรักษา ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรืออาการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่ติดต่อ อาทิเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคภูมิแพ้ โรคเครียดและโรคปวดหลัง ฯลฯ

ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันให้การยอมรับและใช้วิธีการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในการบำบัดรักษาอาการของโรคดังกล่าว เพื่อลดการใช้ยาให้น้อยลงและสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้สูงขึ้นเป็นการรักษาอาการของโรคควบคู่ไปกับการใช้ยา ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการจัดโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอาการของโรค และเหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกกำลังกายโดยเฉพาะอย่างใกล้ชิด

2. การออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูสภาพร่างกายการออกกำลังกายประเภทนี้ จะกระทำต่อจากการบำบัดรักษาหรือภายหลังจากอาการเจ็บป่วยทุเลาลงจนกระทั้งหายเป็นปกติ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายที่เสื่อมสภาพหรือทรุดโทรมลงในช่วงที่เจ็บป่วย ให้กลับฟื้นคืนสู่สภาพที่แข็งแรงเป็นปกติ อาทิเช่น อาการเจ็บไข้ไม่สบายโดยทั่วไป อาการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อาการเจ็บจากการเล่นหรือการแข่งขันกีฬา อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมทั้งอาการเสื่อมสภาพของร่างกายที่เกิดจากการขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งภายหลังจากอาการเจ็บป่วยทุเลาหรือหายเจ็บป่วยแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรงกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

3. การออกกำลังกายเพื่อการสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง การออกกำลังกายประเภทนี้มุ่งสร้างเสริมสุขภาพร่างกายจากสภาวะที่เป็นปกติให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงในองค์รวมของสุขภาพและสมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาความอดทนของระบบหายใจและไหลเวียนเลือด การสร้างเสริมความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัวและส่วนประกอบของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายสามารถประกอบภาระกิจในชีวิตประจำวันที่หนักและนานได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการเหน็ดเหนื่อยง่าย เป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกายที่จะช่วยป้องกันมิให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเพิ่มขึ้น สามารถประกอบหน้าที่การงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

4. การออกกำลังกายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถสูงสุดของร่างกาย การออกกำลังกายประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นการออกกำลังกายที่มุ่งพัฒนาทักษะและสมรรถภาพทางกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายของแต่ละบุคคลให้พัฒนาไปสู่ศักยภาพหรือความสามารถสูงสุดในแต่ละด้านที่ต้องการ เช่น ความแข็งแรง ความเร็ว กำลัง ความคล่องแคล่วว่องไว ความแม่นยำ ปฏิกิริยาการรับรู้การสั่งงานของสมอง ความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวและการทรงตัวที่ดี เป็นต้น

ซึ่งนอกจากจะทำให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเหนือกว่าคนทั่วไปแล้ว ยังสามารถปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายประเภทนี้จะใช้เฉพาะสำหรับนักกีฬาหรือบุคคลที่มีสุขภาพพื้นฐานแข็งแรง และมีการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายอย่างเป็นระบบ โดยผู้ฝึกสอนกีฬาหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฝึกสมรรถภาพเฉพาะด้านที่มีความสามารถ เช่น การออกกำลังกายหรือการฝึกซ้อมของนักกีฬาประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญและจำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพที่จะขาดเสียมอได้ ตราบใดที่ร่างกายยังมีลมหายใจและมีการเคลื่ยนไหว ทุกคนควรให้ความใส่ใจในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพ การออกกำลังกายจึงเปรียบเสมือนอาหารที่ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมที่จะทำหน้าที่และยืนหยัดเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ

เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในการดำรงชีวิต การออกกำลังกายนอกจากจะเป็นการให้อาหารเสริมกล้ามเนื้อและกระดูกโดยตรงแล้ว ยังช่วยเป็นการกระตุ้นระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยรักษาและชะลอการเสื่อมสภาพของอวัยวะรวมทั้งระบบโครงสร้างของร่างกาย ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดีทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ มีสุขภาพกายแข็งแรงและสุขภาพจิตเบิกบานแจ่มใส มีอายุยืนยาวและดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

มาออกกำกายกัน เพื่อสุขภาพและบุคคลิกภาพที่ดูดีของท่าน 

ที่มาจาก : สสส.

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

มะกันชวนออกกำลังกายเซฟค่าน้ำมัน


ใช้การเดิน วิ่ง แทนขับรถ ช่วยลดโลกร้อน
 
หลายคนอาจจะจินตนาการไม่ออกว่า "โรคอ้วน" และ "โลกร้อน" จะมีความเชื่อมโยงกันได้อย่างไรแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของสหรัฐออก มายืนยันว่า เราทุกคนสามารถลดแคลอรีไปพร้อมๆ กับช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนไปใน เวลาเดียวกันได้

           "เอพี" รายงานว่าเพียงแค่คุณๆ หยุดขับรถส่วนตัว แล้วหันมาเดินหรือขี่จักรยานไปไหนมาไหนแค่เพียงชั่วโมงครึ่ง รวมทั้งบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เท่านี้ก็จะช่วยรักษาโลกและรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กันเรียกว่าได้ประโยชน์แบบ 2in 1 เลยทีเดียว

           เพราะจากการคำนวณของนักซิทยาศาสตร์พบว่า หากคนอเมริกันอายุประมาณ 10-70 ปี หันมาใช้การเดินไปไหนมาไหนสักชั่วโมงครึ่งต่อวัน แทนที่จะขับรถไปก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดก๊าซเรือนกระจกลงได้มากถึง 64 ล้านตันต่อปี

           นอกจากนี้ยังจะสามารถประหยัดการใช้น้ำมันได้อีกราว 6.5 พันล้านแกลลอน ซึ่งจะทำให้คนอเมริกันประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมันไปได้กว่า 3 พันล้านปอนด์

           "ดร.โฮเวิร์ด ฟรัมคิน" ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ระบุว่าซีดีซีตัดสินใจเผยแพร่โครงการที่ให้ประโยชน์สองด้านในเวลาเดียวกัน เพื่อต่อสู้กับโลกร้อนและโรคอ้วนด้วยการออกกำลังกายทุกๆ วันเช่นการเดินไปโรงเรียน หรือเดินไปทำงาน

           ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อภาวะสาธารณสุขของทุกประเทศโดยองค์การอนามัย โลก (who) ประเมินว่า ในปี 2543 มีผู้คนราว 160,000 คนเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ท้องร่วง ภาวะทุพโภชนาการและเสียชีวิตจากน้ำท่วม ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

           ดร.ฟรัมคินกล่าวในการประชุมด้านสาธารณสุขประจำปีว่า สิ่งสำคัญคือต้องให้ผู้คนลดการขับรถลงให้ได้ เพราะนอกจากการใช้จักรยาน หรือเดินจะช่วยลดความอ้วนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนแล้ว ยังช่วยลดหมอกควันลดการเสียชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุ รวมถึงช่วยลดภาวะโรถกกระดูกพรุน (osteoporosis)

           ทั้งนี้ งานวิจัยงาน "พอล ฮิกกินส์" นักวิทยาศาสตร์ประจำสมาคมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐที่เผยปพร่ในปี 2548 ก็พบว่าคนที่เดินเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงครึ่งทุกวันจะมีน้ำหนักลดลงประมาณปีละ 13 ปอนด์และหากทุกคนหันมาเดินแทนการขับรถ ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีลงได้รวมกันมากถึง 10.5 ล้านล้านแคลอรี ขณะเดียวกันก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณเทียบเท่ากับ ที่รัฐนิวเม็กซิโกปล่อยออกมา

           ด้าน "ดร.โรเบิร์ต ลอว์เรนซ์" จากสกูล ออฟ พับลิก เฮลท์ จากสถาบันจอห์น ฮอปกินส์ระบุว่า นอกเหนือจากการลดการขับขี่แล้วการเปลี่ยนมาบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลงก็มี ส่วนช่วยลดโลกร้อนเช่นกัน เพราะการเลี้ยงสัตว์จะใช้พลังงานและที่ดินมากกว่าการปลูกผลไม้ผักและเมล็ด พันธุ์ธัญญาหารต่างๆ
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

แนะผู้สูงอายุ เหยียด–ยืด–หด เพิ่มความแข็งแรง ลดโรค



พบอายุ 60 ขึ้นมีการออกกำลังน้อย ส่งผลต่อระบบของร่างกาย
 
จะขอพูดถึงผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและไม่เคยหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะว่าผู้ที่ออกำลังกายอยู่เสมอตลอดมาเมื่อ ท่านสูงอายุแล้วท่านย่อมมีความเข้าใจที่ดีต่อการออกกำลังกาย ดังนั้นจีงอยากเน้นผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายว่าจะออกกำลัง กายอย่างไรดี จึงเป็นประโยชน์มากว่าโทษที่อาจจะเกิดขึ้น

ส่วนใหญ่ที่ผู้สูงอายุจะมาเริ่มออกกำลังกายเมื่อบั้นปลายของชีวิตมักจะประสบ กับปัญหาเรื่องสุขภาพ และได้คำแนะนำจากคุณหมอว่าจะต้องออกกำลังกาย เพื่อชะลอความป่วย หรืออาจจะรักษาอาการป่วย หรือ คงสภาพของร่างกายให้มีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น

การออกกำลังกายในผู้สูงอายุสามารถทำได้ง่ายๆ คือ การอบอุ่นร่างกาย เพียง 5 นาที โดยการเหยียดแข้ง เหยียดขา แกว่งแขน วิ่งเหยาะๆ ช้าๆ หลีกเลี่ยงการกระแทกหรือสะบัด ออกกำลังกายอย่างจริงจัง 25 – 30 นาที สัปดาห์ละ 3- 4 ครั้ง เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การว่ายน้ำ ฯลฯให้มีความเหนื่อย แต่ไม่หนักเบาจนเกินไปโดยดูว่าถ้าเหนื่อยมากแสดงว่าหนักเกินไป ถ้าไม่รู้สึกเหนื่อยแสดงว่าเบาเกินไป สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกาย ควรเริ่มทำครั้งละน้อยๆ อาจเป็น 5-10 นาทีแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนสามารถออกกำลังกายได้นานติดต่อกันประมาณ 20-30 นาที เสร็จแล้วผ่อนให้เย็นลง 5 นาที โดยผ่อนลงทีละน้อยอย่าหยุดทันที เช่น ลดความเร็วของการวิ่ง เป็น วิ่งช้า จาก เดินเร็ว เดินช้า

ผู้สูงอายุควรจะต้องออกกำลังให้ข้อต่อต่างๆ มีการเหยียด – ยืด – หด เพื่อให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย มีความยืดหยุ่นได้ดี การเดิน- การวิ่ง- การขี่จักรยาน ข้อต่อบริเวณคอ หลัง เอว มีการเคลื่อนไหวน้อย ที่เคลื่อนไหวออกกำลังมาก เป็นข้อสะโพก ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อไหล่ การว่ายน้ำ ยิ่งว่ายท่าต่างๆมากท่าจะมีการเคลื่อนไหวข้อได้มากขึ้น จะต้องออกกำลังให้เกิดการทรงตัวดีขึ้น คนที่ทรงตัวดีจะสามารถเดินบนกระดานแผ่นเดียวได้ การเดิน – การวิ่ง เป็นการฝึกการทรงตัวอย่างหนึ่ง

ประโยชน์ที่ได้จากการออกกำลังกายของผู้สูงอายุนั้นมีทั้งผลที่มีต่อระบบ หัวใจ หลอดเลือด และ การหายใจ รวมทั้งผลต่อเลือดด้วย ในการออกกำลังกายประเภทที่ใช้ความอดทนเป็นเวลานาน หัวใจจะมีปริมาตรเพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ครั้งละมากๆ มีการกระจายของหลอดเลือดฝอยมากขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจได้รับเลือดหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ระดับของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง ภาวะอุดตันของหลอดเลือดแดงลดน้อยลง เป็นต้น
ผลทางด้านระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างโดยเป็นการเพิ่มกำลังของกล้าม เนื้อ(muscular strength)เพิ่มความอดทนของกล้ามเนื้อ (muscular endurancd) กล้ามเนื้อทำงานได้นานขึ้น พังผืดและเอ็นแข็งแรงขึ้น ทำให้ข้อต่อมีความมั่นคงมากขึ้น ข้อต่อมีการอ่อนตัวดีขึ้น ทำให้การทรงตัว, การอ่อนตัว,การเคลื่อนไหวสะดวกขึ้น ปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายทั้งในและนอกอำนาจจิตใจดีขึ้น โดยเฉพาะการสั่งงานของกล้ามเนื้อจะทำงานได้ดี ทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆประสานงานกันได้ดีและมีประสิทธิภาพ

ผลทางด้านเมตะบอลิสม์และน้ำหนักของร่างกาย ช่วยลดไขมันของร่างกาย ป้องกันไม่ให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้น จึงสามารถป้องกันการเป็นโรคเบาหวานได้ด้วย และทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น ผู้สูงอายุที่ออกกำลังเสมอ จะไม่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องผูก ซึ่งเป็นอาการประจำของผู้ที่มิได้ออกกำลัง นิสัยการนอนดีขึ้น ทำให้อาการนอนไม่หลับลดลงหรือหมดไป จะหลับสนิทมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา เพิ่มพลังสำหรับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพิ่มความสามารถและพลังทางเพศดีขึ้น เชื่อว่าการอกกำลังที่เหมาะสมทำให้ระดับของฮอร์โมนเพศออกมามากขึ้นทั้งชาย และหญิงแต่ทั้งนี้จะต้องไม่ออกกำลังมากเกินไปซึ่งจะให้ผลในด้านตรงกันข้าม

การออกกำลังยังมีผลโดยตรงต่อจิตใจในการลดความเครียดได้ทันที การออกกำลังเป็นประจำช่วยแก้ไขสภาพที่ผิดปรกติทางจิตใจบางอย่างได้ วิทยาการสมัยใหม่ พบว่านขณะที่ออกกำลัง ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาซึ่งจะช่วยลดความเจ็บป่วยของร่างกาย และทำให้จิตใจสดชื่น และสามารถลดความเศร้า

การออกกำลังกายที่นิยมกันมากในปัจจุบัน คือ กายบริหาร, การรำมวยจีน, โยคะ, การเดินและ การวิ่งช้าๆ ซึ่งต่างกับการเดิน การเดินนั้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งแตะพื้นอยู่เสมอ ส่วนการวิ่งจะมีช่วงใดช่วงหนึ่งที่เท้าไม่แตะพื้น ถ้าผู้สูงอายุสามารถวิ่งได้ ก็ไม่มีข้อห้ามแต่ต้องมีข้อเท้าที่ดีเป็นวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูง อายุ

จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายนั้นส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายให้มีการทำงานที่ดี มีความมั่นคง แข็งแรง มีปฏิกิริยาการตอบสนองได้เป็นปกติ ไม่ก่อให้เกิดความเครียด หากได้การออกกำลังกาย ดังนั้นควร หันมาออกกำลังกายกันตั้งแต่วันนี้นะค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรคในวันข้างหน้า

ข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ออกกำลังกายลดน้ำหนักผิดวิธี ทำให้ไม่เห็นผล


การที่เราออกกำลังกายลดน้ำหนักอย่างตั้งใจ แต่เอ๊ะทำไมน้ำหนักเราถึงไม่ลดลงสักที ลองดูว่าเพื่อนๆ มีพฤติกรรมในการออกกำลังกายลดน้ำหนักแบบนี้หรือไม่

การยกน้ำหนักที่เบาจนเกินไป

โดยทั่วไปแล้วคนเรามักจะประเมินความสามารถในการยกน้ำหนักของตัวเองต่ำจนเกินไป การใช้น้ำหนักที่เหมาะสมในการออกกำลังกายนั้น น้ำหนักที่จะใช้ยกต้องเบาพอที่จะทำให้สามารถยกได้ตามจำนวนครั้งที่ต้องการ และต้องหนักพอที่จะทำให้กล้ามเนื้อหมดแรงยันครั้งสุดท้าย ถึงขั้นที่ว่าไม่สามารถยกขึ้นมาได้แม้แต่อีกครั้งหนึ่งเลย

ออกกำลังกายลดน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ

บางคนนั้นเลือกวันที่จะออกกำลังกายในหยุดสุดสัปดาห์ โดยออกกำลังกายแบบโหมให้หนักให้สุดภายในวันนั้นวันเดียว แต่หยุดออกกำลังกายในวันอื่น ซึ่งจะเป็นการดีกว่าถ้าจะกระจายแรงในการออกกำลังกายในวันเดียวให้เฉลี่ยออกเป็น 3-4 วันต่อสัปดาห์ เพราะนอกจากจะไม่เห็นผลในการลดน้ำหนักแล้ว ยังเพิ่มโอกาสที่จะบาดเจ็บเพราะการออกกำลังกายแบบหักโหมจนเกินไป

ขาดสมาธิในระหว่างออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อเพ่งจิตและมีสมาธิอยู่กับการออกกำลังกาย บางคนอาจจะดูทีวี ดูหนัง ไปด้วยขณะออกกำลังกายซึ่งมันทำให้ผลที่ได้ลดลง เพราะเราจะไม่ได้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มความสามารถ

ทานอาหารที่อยากทานเป็นรางวัลให้ตัวเอง

หลังจากที่ออกกำลังกายลดน้ำหนักจนเห็นผลไปได้นิดหน่อย บางคนอาจจะอยากให้รางวัลตัวเองด้วย ข้าวขาหมู ซักจาน หรือ ทุเรียน ซักลูก ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ลองคิดดูว่ากว่าที่เราจะลดน้ำหนักและเผาผลาญพลังงานในอาหารเหล่านี้ได้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ทำได้แต่อย่าทำจนเป็นนิสัย เพราะพอลดได้ก็จะ
กิน กินเสร็จน้ำหนักขึ้น ก็ต้องมาลดกันอีก

ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ว่าการที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและลดน้ำหนักให้เห็นผลชัดเจนที่สุดต้องทำ 3 อย่างควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอนั่นคือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและกระชับกล้ามเนื้อ และควบคุมอาหาร

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

โยคะร้อน ในวันฝนพรำ



โยคะร้อน

เพื่อนสาวใครที่กำลังมีข้อแม้ไม่อยากไปออกกำลังกายลดน้ำหนัก เช้าก็รีบไปทำงาน เย็นก็เหนื่อยอยากกลับบ้าน แต่ช่วงพักเที่ยงในวันทำงาน วันนี้เรามาคุยกันกับ ครูแอน-พรพิมล พุทธประเสริฐ-ครูวินยาสะโยคะ แห่ง Lullaby Yoga ที่ได้จัดคลาสโยคะร้อนสำหรับผู้มีข้อแม้ทั้งหลาย “โยคะร้อนตอนเที่ยงเพื่อให้หนุ่มสาวออฟฟิศได้ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ยืดเส้นยืดสายหายใจได้อย่างถูกวิธี เราฝึกกันในห้องอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส นาน 45 นาที ซึ่งเป็นซีรีส์ท่าที่เลือกแล้วว่าเหมาะกับโยคะร้อนจริงๆ ความต่างของโยคะธรรมดากับโยคะร้อนนี่ ที่เห็นกันชัดๆ คือเรื่องของการยืด เหยียด บิด โยคะร้อนจะช่วยได้ดีกว่า เพราะร่างกายพออยู่ในอุณภูมิที่สูงขึ้น จะยืดเหยียดอะไรก็ง่ายกว่ามาก สำหรับคนเล่นใหม่ๆ แนะนำให้เล่นโยคะร้อนก่อน เพื่อปรับสมดุลท่า ปกติโยคะร้อนจะเล่น 90 นาที เผาผลาญได้ถึง 500-600 แคลอรี่ (โยคะธรรมดาเผาผลาญได้ 300 แคลอรี่) และช่วยเรื่องผิวพรรณ กระชับสัดส่วน ดูอ่อนเยาว์ลงด้วยค่ะ”

ท่า Twitt

นั่งไขว้ขา ลำตัวตรงบิดช่วงไหล่ลำตัวช่วงบนไปด้านตรงกันข้าม แขนข้างหนึ่งล็อกไว้ช่วยบิดและนวดกล้ามเนื้อไปในตัว

ท่า Chair Pose

ยืนตัวตรงค่อยๆ งอช่วงเข่าลงพร้อมกับเลื่อนแขนทั้งสองข้างชูขึ้นช้าๆ เหยียดลำตัว ค้างไว้สักพัก คล้ายๆ เรานั่งเก้าอี้ที่มองไม่เห็น ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของหน้าท้องและช่วงขาทั้งสองข้าง

ท่า Side Angle Pose

กางขาออกพอประมาณ โน้มตัวเปิดฝ่าเท้ามืออีกข้างยืดเหยียดให้สุดค้างไว้สักพัก ช่วยเปิดลำตัวหัวไหล่ แก้ไขอาการออฟฟิศซินโดรมได้ดีมาก

ท่า Navasana

เริ่มด้วยการนอนหงาย ค่อยๆ ยกช่วงขาและลำตัวขึ้นเป็นรูปตัว (V) ปรับสมดุลให้อยู่ที่ช่วงก้นกบค้างไว้สักพัก ท่านี้จะช่วยให้หน้าท้องหดกลับมาเป็นโลว์นาวาสนะ (Low Navasana) หน้าท้องแข็งแรง แบนราบ

ท่า Warrior

กางขาออกพอประมาณ ยืดลำตัว เปิดฝ่าเท้า งอเข่าข้างใดข้างหนึ่งพร้อมกับกางแขนตั้งฉากค้างไว้สักพัก เป็นท่าที่ทำแล้วได้ทั้งเปิดหน้าขาด้านใน ยืดลำตัว ปรับแกนกลางให้มั่นคงด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก Health plus Vol.8 No.090

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

ใครว่ากินเจอ้วน จนต้องออกกำลังกายลดน้ำหนักเพิ่ม


และแล้วช่วงเทศกาลกินเจก็มาถึง สาวๆหลายคนอยากกินเจ แต่ก็วิตกกังวลเรื่องน้ำหนัก กลัวหุ่นจะไม่ฟิตแอนด์เฟิร์ม จนต้องออกกำลังกายลดน้ำหนักมากขึ้น เพราะอาหารเจ ส่วนใหญ่นั้นจะทำมาจากแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก รองมาคือน้ำมัน สารอาหารทั้งสองอย่างนี้เมื่อได้รับในปริมาณมากเกินกว่าร่างกายต้องการก็จะทำให้เกิดการสะสมเป็นไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันบริเวณรอบเอวหรือรอบพุง

ในเทศกาลกินเจนี้จุดประสงค์หลักของผู้กินเจคือกินเพื่อสุขภาพ  อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต ซึ่งเมื่อกินติดต่อกันช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล

สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกาย เพราะสารอาหารที่มีคุณค่าในผักสดและผลไม้จะช่วยให้ขับถ่ายได้ดี รวมไปถึงการย่อยก็เป็นไปตามปกติ

ทำอาหารเจให้เป็นอาหารลดความอ้วน อาหารเจรับประทานให้ถูกวิธีก็สามารรถเป็นอาหารลดความอ้วนได้ เป็นการช่วยในการออกกำลังกายลดน้ำหนัก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป หมักดอง ที่มักใส่เกลือ หรือ โซเดียมปริมาณสูง จะทำให้ร่างกายเร่งกลไกการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลไปเป็นไขมันมากขึ้นอาหารประเภทไขมันอิ่มตัว รวมถึงเครื่องปรุง ซอสปรุงรส ที่มีส่วนผสมน้ำตาล น้ำมัน เกลือ มีส่วนทำให้เกิดการบวมน้ำ และเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นขอแนะนำวิธีการเลือกรับประทานให้ถูกวิธี ดังนี้

เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ธัญพืชต่าง ๆ ร่างกายใช้พลังงานในการย่อยออกมาเป็นแป้งที่พร้อมดูดซึม ซึ่งน้ำตาลไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณที่เท่ากันของแป้งขัดขาว

เลือกผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงาน และปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน

เลือกกินของนึ่ง, ต้ม, ตุ๋นดีกว่าของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง

อดอาหาร ล้างพิษหลังกินเจ เพราะจะช่วยให้ร่างกายขับพิษต่าง ๆ ออกมาได้ ทั้งช่วยลดไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก ลดภาวะร้อนในจากธาตุในร่างกายที่ไม่สมดุลได้อีกด้วย

หากสาวๆท่านใดที่ใส่ใจในสุขภาพ และรูปร่าง ก็จะมองว่าเป็นเรื่องไม่ยากเลย!!!แค่ปรับเปลี่ยนวิธีการกินอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าทำได้ตามคำแนะนำข้างต้นรับรองสุขภาพดีทั้งกายและใจแน่นอน  นอกจากนี้อย่าลืมออกกำลังกายลดความอ้วนควบคู่ไปด้วยเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และน้ำหนักที่คุณพอใจ

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com   

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

ว่ายน้ำลดน้ำหนัก


ออกกำลังกายลดน้ำหนักกับการว่ายน้ำ

หลายๆ คนมีข้อสงสัยว่าการว่ายน้ำสามารถลดน้ำหนักได้หรือไม่ วันนี้เรามีเคล็ดลับในการว่ายน้ำลดความอ้วนมาฝากกัน การว่ายน้ำจัดเป็นกีฬาเพื่อสุขภาพอีกประเภทหนึ่งเ นอกจากสามารถลดน้ำหนักได้แล้ว การว่ายน้ำยังช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ นั้นแข็งแรงขึ้นอีกด้วย และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือการว่ายน้ำจัดได้ว่าเป็นกีฬาที่มีความสนุกสนาน ใครอยากลดความน้ำหนักและมีรูปร่างดีก็สามารถลองใช้วิธีการว่ายน้ำกันดูได้ แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นลดน้ำหนักด้วยการว่ายน้ำนั้น ก็ต้องทำการวอร์มอัพก่อนทุกครั้งเหมือนกับการเล่นกีฬาประเภทอื่นๆ ส่วนเคล็ดลับการว่ายน้ำลดน้ำหนักนั้นเป็นอย่างไรเรามาดูกัน
เคล็ดลับ การลดน้ำหนักด้วยการว่ายน้ำ


1. ว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ เป็นท่าว่ายน้ำที่สามารถว่ายได้เร็วที่สุดและใช้แรงเยอะที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อหัวไหล่แข็งแรงขึ้นด้วย แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหากับการหายใจที่ผิดวิธี อย่างไรก็ตามท่านี้ถือว่ามีประโยชน์และเผาผลาญแคลอรีได้มากเลยทีเดียว

**ท่าฟรีสไตล์เป็นท่าที่เผาผลาญแคลอรีได้ 30 แคลอรี ทุก 10 นาที

2. ว่ายน้ำท่ากบ เป็นท่าที่ช่วยขยายปอด ใช้กล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อหัวไหล่ และกล้ามเนื้อแขนแข็งแรง ที่สำคัญที่สุดนั้นควรวอร์มอัพก่อนว่ายท่านี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับหัวเข่าหรือบริเวณหลังได้ รวมถึงอย่าโผล่ศีรษะให้พ้นน้ำตลอดเวลาเพราะจะทำให้มีอาการบาดเจ็บที่คอ

**ท่ากบเป็นท่าที่เผาผลาญแคลอรีได้ 60 แคลอรี ทุก 10 นาที

3. ว่ายน้ำท่ากรรเชียง ทำให้กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อแขน และกล้ามเนื้อหัวไหล่แข็งแรง จึงเหมาะสำหรับการผ่อนคลายหลังจากการทำงาน

**ท่ากรรเชียงเป็นท่าที่เผาผลาญแคลอรีได้ 80 แคลอรี ทุก 10 นาที

4. ว่ายน้ำท่าผีเสื้อ ช่วยเหยียดร่างกายและทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ควรมีผู้ฝึกสอนให้ว่ายอย่างถูกต้อง มิฉะนั้นอาจเกิดอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่และหลังได้

**ท่าผีเสื้อเป็นท่าที่เผาผลาญแคลอรีได้ 150 แคลอรี ทุก 10 นาที

นอกจากการว่ายน้ำทั้ง 4 ท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงรวมทั้งช่วยให้ระบบการหายใจ ระบบหัวใจ และการไหลเวียนของเลือดทำงานดียิ่งขึ้นแล้ว กีฬาว่ายน้ำยังถือเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับคนที่ไม่สามารถออกกำลังด้วยวิธีอื่นได้ เช่น คนที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท คนที่ปวดหลังบ่อยๆ หรือมีปัญหาข้อเข่าหรือสะโพกเสื่อมก็หันมาว่ายน้ำหรือออกกำลังกายลดน้ำหนักได้อย่างเต็มที่ เพราะกระดูกไม่ต้องรับแรงกระแทกของน้ำหนักตัว

ที่สำคัญหากสามารถว่ายน้ำได้เป็นประจำจะเป็นการบริหารร่างกายได้ครบทุกส่วน เพราะฉะนั้นใครที่อยากออกกำลังกายลดความอ้วนมีรูปร่างที่สวยสมสัดส่วนแถมแข็งแรงก็มาว่ายน้ำกัน

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com