ในปัจจุบันเด็กไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร
เด็กจะรับประทานอาหารมากเกินไป จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยกลายเป็น “โรคอ้วน”
ส่วน
หนึ่งของปัญหานี้เกิดจากการขาดการดูแลที่ดีจากบิดามารดาหรือความเข้าใจผิด
ว่าเด็กอ้วนคือเด็กมีสุขภาพดี
และอนาคตเด็กอ้วนเหล่านี้จะมีปัญหาสุขภาพอันได้แก่ โรคเบาหวาน
ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โรค
กลุ่มอาการที่ดื้อต่อสารอินซูลิน นอนกรน หยุดหายใจขณะนอนหลับ
นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคอ้วนยังนำไปสู่โรคทางจิตใจด้วย เช่น
ไม่ค่อยคบเพื่อน เกิดโรคซึมเศร้า
และในรายที่รุนแรงมากอาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย
กอง
โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับอาหารมากเกิน
ไป ทำให้มีน้ำหนักมากไม่เหมาะสมกับส่วนสูง
ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพ เป็นโรคเรื้อรังต่างๆในเด็ก
และลดน้ำหนักได้ยากมากยิ่งขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
กลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน
โรคเรื้อรังดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากขึ้นและเสียชีวิตได้ง่าย
แนวทางแก้ไขเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน (เริ่มอ้วน/อ้วน) ติดตามการชั่งน้ำหนักทุกเดือนและวัดส่วนสูงทุก 6
เดือน แนะนำการให้อาหารครบทุกกลุ่มได้แก่ เนื้อสัตว์/ไข่/นม ข้าว-แป้ง ผัก
ผลไม้ และน้ำมัน ในปริมาณที่เหมาะสมและควรกินให้หลากหลาย
ลดอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ อาหารประเภทข้าว-แป้ง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน
ขนมปัง เผือก มัน เป็นต้น และอาหารไขมัน เช่น น้ำมัน กะทิ
ควรหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ผัด แกงกะทิหรือขนมใส่กะทิ
งดกินจุกจิก เช่น ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20 นาที และเครื่องไหวร่างกายเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬา วิ่งเล่น เดินขึ้น-ลงบันได
ขณะเดียวกันแพทย์ไทยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์จุล ทิสยากร มูลนิธิเด็กโรคหัวใจได้เผยเกี่ยวกับโรคอ้วนในเด็กว่า เมื่อ 40 ปีก่อน แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเด็กของประเทศไทยพบกับปัญหาโรคขาดอาหารในเด็กเป็นจำนวนมาก และโรคขาดอาหารในเด็กได้ค่อยๆหมดไป
แต่ที่กำลังกลายเป็นปัญหากับสังคมไทยแทนก็คือโรคอ้วนในเด็กอาจเป็นเพราะเด็กรับ
ประทานอาหารมากเกินไปจนน้ำหนักตัวมากจนอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นโรคอ้วน
ซึ่งในปัจจุบันพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของเด็กในกรุงเทพมหานคร
หลักเกณฑ์ที่สำคัญเพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างได้ผล คือ ประการแรก ตั้งเป้าและจัดรายการเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคนโดยพิจารณาจากอายุ ความรุนแรงของน้ำหนักที่มากเกินไป และโรคที่มีร่วมด้วยแล้ว ประการที่สอง ครอบครัวต้องร่วมด้วยในภาคปฏิบัติ ประการที่สาม มีการประเมินผลบ่อยๆ ประการที่สี่ ต้องคำนึงถึงความประพฤติ สังคม และจิตใจของเด็กด้วย ประการสุดท้าย ให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแปลงอาหารและการออกกำลังกายที่เด็กและครอบครัว
นำไปปฏิบัติได้จริงๆ
ซึ่งน้ำหนักตัวของแต่ละคนคือ body mass index (bmi) ซึ่งคำนวณได้จากสูตรซึ่งใช้ได้ทั้งเพศหญิงและชาย
โดยการหาค่า bmi = น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) / ความสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง
การแปลผล bmi ที่คำนวณได้
ค่า bmi (กก/ม2) การแปลผล
20-25 ดีที่สุด
25-30 น้ำหนักเกิน
30-34 อ้วน
35-44 อ้วนจนต้องระวังสุขภาพ
45-49 อ้วนจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
มากกว่า 50 ซุปเปอร์อ้วน (อันตรายมาก)
(ค่าปกติของ bmi ในเด็กที่อายุมากกว่า 9 ปี)
เด็กชาย = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 13
เด็กหญิง = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 14)
เรื่องโดย : นายพิทักษ์ ชนะวงศากุล
