วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

สกัดสมุนไพรไทยเครื่องดื่มสู้มะเร็ง


           วว.ประสบ ผลสำเร็จพัฒนาเครื่องดื่มจากผักพื้นบ้าน 2 ชนิด น้ำผักเชียงดา-ผักหวานบ้าน ค้นพบสรรพคุณเป็นเลิศต่อร่างกาย อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอเซลล์เสื่อม ลดน้ำตาลในเลือด ระบุทดสอบทางวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากลแล้ว พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนผลิตในเชิงพาณิชย์

           เมื่อ วันที่ 31 มีนาคม ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) บางเขน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถลงความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำผักเชียงดา น้ำผักหวานบ้าน และเครื่องดื่มว่านหางจระเข้

           นางเกษมศรี หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมของผู้บริโภคหันมาสนใจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากยิ่ง ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สมุนไพรไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีผลงานวิจัยเครื่องดื่มจากผักพื้นบ้านมากนัก วว.จึงได้เริ่มวิจัยสรรพคุณพืชผักชนิดต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เริ่มตั้งแต่ปี 2550-2552 จนค้นพบว่า ผักเชียงดาและผักหวานบ้านอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขณะนี้พร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มจากผักพื้นบ้านให้แก่ ภาคเอกชนที่สนใจนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ การสนับสนุนเครื่องดื่มผักพื้นบ้านยังเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ เกษตรกรในท้องถิ่นอีกด้วย

           "ผัก เชียงดาเป็นราชินีผักของภาคเหนือ ปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ส่วนผักหวานบ้าน เป็นผักที่พบได้ทั่วประเทศไทย ผักทั้ง 2 ชนิดนี้มีความโดดเด่นทางด้านสรรพคุณทางยา เหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อคนรักสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้แคลอรีต่ำกว่าเครื่องดื่มทั่วไป" นางเกษมศรีกล่าว

           ดร.ประไพภัทร คลังทรัพย์ นักวิชาการประจำฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าวถึงผล การศึกษาวิจัยสรรพคุณที่มีต่อสุขภาพของผักเชียงดาและผักหวานบ้านว่า ผักทั้ง 2 ชนิดมีสารผักที่สำคัญในกลุ่มฟลาโวนอยด์และฟีนอลิก ซึ่งพิสูจน์ฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ โดยสามารถปกป้องสารพันธุกรรม และเซลล์จากการทำลายด้วยอนุมูลอิสระชนิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และอนุมูลซูเปอร์ออกไซด์ มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นที่ผนังเซลล์ที่ทำให้เกิดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ ผ่านกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ทั้งการทดสอบทางปฏิกิริยาเคมี ทดสอบในเซลล์มนุษย์และสัตว์ทดลอง

           "สาเหตุ ที่เลือกศึกษาวิจัยผักเชียงดาและผักหวานบ้าน เพราะในเมืองไทยยังไม่มีหน่วยงานใดๆ วิจัยคุณประโยชน์ของผักทั้ง 2 ชนิดนี้อย่างจริงจัง แต่ประเทศญี่ปุ่นได้นำผักเชียงดาของเราไปวิจัยเป็นเครื่องดื่ม และจดสิทธิบัตรสารผักที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ขณะที่ วว.เน้นคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์" ดร.ประไพภัทรเผย

           สำหรับ การพัฒนาสูตรและรูปแบบของเครี่องดื่มน้ำผักพื้นบ้านเพื่อความสะดวกในการบริ โภค ทั้งน้ำผักเชียงดาและน้ำผักหวานบ้านจะแบ่งเป็น 2 สูตร คือ สูตรธรรมชาติและสูตรน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล จึงให้พลังงานเพียง 15 กิโลแคลอรีต่อหน่วยบริโภค แล          ะมี ปริมาณโซเดียมต่ำเพียง 10 มิลลิกรัม เมื่อเทียบผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาดที่ให้พลังงานระหว่าง 45-70 กิโลแคลอรี และมีเกลือโซเดียมระหว่าง 20-55 มิลลิกรัม นับว่าเครื่องดื่มน้ำผักดังกล่าวเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รักสุขภาพที่ต้อง การเสริมสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และจำกัดพลังงานที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน

           ด้านนายศรีศักดิ์ ตรังวัชรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการศึกษาวิจัยสรรพคุณของว่านหางจระเข้พันธุ์อะโลบาร์บาเดนซีส พบว่าช่วยบำรุงร่างกายและยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของร่างกายเป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาโรคกระเพาะอาหารอักเสบอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับนำมาแปรรูป เนื่องจากมีโปรตีนไฟเบอร์และคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็น เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

           "จาก ผลการศึกษาอายุการเก็บรักษาของเครื่องดื่มว่านหางจระเข้พร้อมดื่มทั้ง 2 ชนิด พบว่ามีอายุการเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส และทีมนักวิจัยได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปทดสอบการยอมรับจากผู้บริโภคเป้าหมาย โดยให้คะแนนความชอบในระดับปานกลาง" นายศรีศักดิ์กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น