แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคและการป้องกัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคและการป้องกัน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

ปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงไม่ควรละเลย


        มาเรียนรู้และพึงระวัง เกี่ยวกับโรคปัญหาสุขภาพที่คุณผู้หญิงไม่ควรละเลยกันค่ะ        

          ภาวะติดเชื้อ HPV และมะเร็งปากมดลูก

          มะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักมาจากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus หรือ HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ ไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปทำลายยีน p53 ซึ่งเป็นยีนที่ช่วยไม่ให้เซลล์ที่ดีกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ เชื้อไวรัส HPV มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้มากที่สุดนั่นก็คือสาย พันธุ์ 16 และ 18

          โรคมะเร็งปากมดลูกยิ่งทำการรักษาเร็วก็ยิ่งจะทำให้อัตราการรอดชีวิตมีสูง ขึ้น เพราะมะเร็งในระยะแรกนั้นจะถูกจำกัดอยู่แค่เพียงภายในมดลูกเท่านั้น มีผู้ป่วยถึง 80% ที่รีบรักษาตั้งแต่ในระยะแรกที่สามารถมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้มากกว่า 5 ปี แต่ถ้าหากมะเร็งเกิดการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ อย่างเช่น ปอด แล้วละก็ อัตราของผู้หญิงที่หายจากโรคและสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้มากกว่า 5 ปีก็จะลดเหลือเพียงแค่ 5% เท่านั้น

         ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
 
          ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่ คือภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตยังบริเวณอื่น ๆ ภายในร่างกาย โดยผู้ที่เป็นอาการนี้อาจจะมีการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกที่บริเวณ ท่อนำไข่ รังไข่ หลังมดลูก ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ กระดูกเชิงกราน แผลในช่องท้อง หรือแม้แต่ในปอดก็ยังมี ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน, ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้, ผู้ที่มีรอบเดือนสั้นกว่า 28 วัน หรือมีประจำเดือนนานกว่า 1 สัปดาห์ ก็มีความเสี่ยงที่จะมีอาการนี้ได้เหมือนกัน

          โดยอาการหลัก ๆ ที่มักพบได้ในผู้ที่เป็นโรคนี้ก็คือ อาการปวดบริเวณกระดูกเชิงกราน นอกจากนี้ก็ยังมีอาการอื่น ๆ อีก อาทิเช่น ท้องอืด, เมื่อยล้า, รู้สึกเจ็บเวลามีประจำเดือน, รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์, เจ็บบริเวณลำไส้, ท้องผูก, รู้สึกเจ็บเวลาปัสสาวะหรือมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ และอยู่ในภาวะมีบุตรยาก ซึ่งหากเกิดอาการเหล่านี้ ควรจะไปพบและปรึกษาแพทย์ในทันทีค่ะ

          โรคกระดูกพรุน

          เมื่อกระดูกสูญเสียแร่ธาตุที่สำคัญอย่างแคลเซียมไป ก็จะทำให้กระดูกอ่อนแอลงและเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนได้ ซึ่งโรคนี้จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาท สำคัญในการใช้แคลเซียมสำหรับสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูก โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงด้วย

          มีการพบว่า 20-30% ของการสูญเสียมวลกระดูกจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงภายใน 5 ปีแรกหลังจากหมดประจำเดือน ถ้าหากไม่รักษาก็จะทำให้กระดูกบางลงและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน ได้ แต่ใช่ว่าโรคนี้จะเกิดกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเท่านั้น ผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือนที่ผ่านการผ่าตัดมดลูก หรือนักกีฬาที่มีปริมาณไขมันในร่างกายต่ำที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่าง กายไม่เพียงพอก็สามารถเป็นโรคกระดูกพรุนได้เช่นกัน

          มะเร็งรังไข่

          หากไข่ที่ถูกผลิตขึ้นในรังไข่เกิดแตก ร่างกายจะต้องเข้าไปซ่อมแซมในส่วนที่เสียหาย และในการซ่อมแซมนั้น เซลล์ที่อยู่ภายในรังไข่จะเกิดการแบ่งตัว หากการแบ่งตัวของเซลล์นั้นมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดเซลล์มะเร็ง และกลายเป็นเนื้องอกในที่สุด

         มะเร็งในรังไข่ เป็นโรคที่ตรวจพบได้ยากเพราะไม่มีอาการเริ่มแรก หรืออาการใด ๆ บ่งบอก แถมอาการยังคลุมเครือและคล้ายคลึงกับโรคอื่น ๆ เสียมากกว่า โดยมีถึง 70% ของผู้ที่ป่วยถูกตรวจพบอาการเมื่อมะเร็งได้กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ แล้ว ซึ่งมีอัตราการรอดเพียงแค่ 20 - 25% เท่านั้น แต่ผู้ที่ตรวจพบอาการก่อนที่มะเร็งจะแพร่กระจายนั้นมีอัตราการรอดถึง 85-90% ในการรักษา แต่ก็โชคไม่ดีนักที่การตรวจพบของโรคนี้ไม่สามารถพบได้จากการคัดกรองเบื้อง ต้น จำเป็นจะต้องตรวจจากเนื้องอกที่เกิดขึ้นและต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจจึงจะทราบ อาการที่แท้จริง

          โดยส่วนใหญ่แล้ว มะเร็งรังไข่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ยิ่งถ้าในครอบครัวมีผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคนี้มาก่อน หรือในร่างกายคุณมียีน BRCA1 ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมมากขึ้นถึง 45% ต่างจากผู้หญิงที่ไม่มียีนดังกล่าว ที่จะมีความเสี่ยงแค่เพียง 2% เท่านั้น

          การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

          การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายของระบบทางเดิน ปัสสาวะ อย่างเช่น ท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจจะเรียกอาการเหล่านี้ว่า ท่อปัสสาวะอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่ถ้าหากการติดเชื้อเกิดขึ้นที่ส่วนบนของระบบก็จะทำให้มีผลต่อท่อไตที่จะนำ ไปสู่ไต กลายเป็นกรวยไตอักเสบในที่สุด

          โดย 80-90% ของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเกิดจากเชื้อ E.coli ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และเมื่อเกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคดังกล่าวไปยังท่อปัสสาวะแล้วก็จะทำให้ เกิดการติดเชื้อได้ และโรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าเพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีขนาดสั้น กว่าผู้ชาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ผู้หญิงที่ในวัยหลังหมดประจำเดือนจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ มากขึ้นเนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน


          ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

เชื้อโรคจิ๋วหน้าฝน


         ในช่วงหน้าฝนมักทำให้พื้นดินเปียกและชื้นแฉะ บางครั้งอาจเกิดน้ำท่วมขัง โอกาสที่เท้าและขาจะติดเชื้อโรคหรือได้รับปรสิตบางชนิดย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

          เรามาดูกันว่าในพื้นดินและแหล่งน้ำที่เหมือนว่าจะไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ที่จริงแล้วมีวายร้ายตัวจิ๋วปะปนอยู่ไปทั่ว จะเป็นอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

          "ปรสิต" ไม่พึงประสงค์

          พยาธิปากขอ มักพบในดินที่ชื้นแฉะ ผิวหนังบริเวณที่พยาธิตัวอ่อนไชเข้าไปจะเกิดเป็นตุ่มแดงและคัน ระยะตัวเต็มวัยจะใช้ส่วนปากเกาะผนังลำไส้และดูดเลือดเป็นอาหาร ทำให้เกิดโลหิตจาง ผู้ที่มีภาวะซีดเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

          พยาธิสตรองจีลอยด์ มักพบในดินที่ชื้นแฉะ ผิวหนังบริเวณที่พยาธิตัวอ่อนไชเข้าไปจะเกิดเป็นตุ่มแดง คัน และเกิดรอยโรคนูนแดงเป็นทางคดเคี้ยว พยาธิระยะตัวเต็มวัยที่ลำไส้เล็กจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจะเกิดโรคอุจจาระร่วงเรื้อรังและเกิดภาวะขาด สารอาหาร ซ้ำร้ายหาก พยาธิชนิดนี้เดินทางไปอวัยวะต่างๆของร่างกายอาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียใน กระแสเลือดจนเสียชีวิตได้

          พยาธิใบไม้เลือด พบในแหล่งน้ำที่มีหอยน้ำจืด จะทำให้เกิดตุ่มแดงและคันที่ผิวหนัง พยาธิระยะตัวเต็มวัยจะอาศัยในเส้นเลือดดำที่ช่องท้อง ทำให้มีไข้ ปวดท้อง อุจจาระเป็นมูกเลือด ตับ ม้ามโต ตับแข็ง ท้องมาน และเสียชีวิตได้ พยาธิใบไม้เลือดบางชนิดทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและถ่ายปัสสาวะเป็น เลือด

          พยาธิหอยคัน เป็นพยาธิใบไม้เลือดของสัตว์จำพวกโค กระบือ ทำให้เกิดตุ่มแดงและคันที่ผิวหนัง แต่ไม่เข้าสู่กระแสเลือด เนื่องจากคนไม่ใช่โฮสต์ปรกติของพยาธิชนิดนี้

          Acanthamoeba  เป็นโปรโตซัวจำพวกอะมีบาที่อาศัยเป็นอิสระตามดิน โคลน เลน และแหล่งน้ำต่างๆ เข้าสู่ร่าง กายทางแผลที่ผิวหนัง ทำให้เกิดแผลเรื้อรัง ลักษณะแผลนูนขอบแผลไม่เรียบ โรคผิวหนังจาก Acanthamoeba มักจะพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

          การเดินด้วยเท้าเปล่าในดินที่ชื้นแฉะ การเดินหรือแช่เท้าในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะแหล่งน้ำขังหรือแหล่งที่มีหอยที่เป็นโฮสต์กลางของพยาธิ อาจเกิดโรคหรืออันตรายที่เราคาดไม่ถึง การใส่รองเท้าที่ปกปิดเท้าหรือรองเท้าบู๊ตจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคหรือ พยาธิได้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินที่ชื้นแฉะหรือแหล่งน้ำได้ ควรใช้สบู่ทำความสะอาดผิวหนังแล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

          "เชื้อโรคร้าย" ในน้ำขัง

         ในเขตร้อนชื้นอย่างบ้านเรา เชื้อโรคที่ก่อโรคมักแฝงตัวอยู่ในน้ำท่วมขัง ซึ่งมีอยู่มาก มาย ที่พบมาก 2 อันดับแรกคือ
 
          โรคฉี่หนู เรียกในทางการแพทย์ว่า "โรคเลปโตสไปโร ซิส" ที่เรียกว่าโรคฉี่หนูนั้นเป็นเพราะมีหนูเป็นพาหะนำโรค แต่ยังมีสัตว์อื่นอีกหลายชนิด ที่สามารถเป็นพาหะนำโรคได้ เช่น โค กระบือ สุกร และสุนัข ผู้ติดเชื้อบางส่วนอาจไม่แสดงอาการ แต่บางรายมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อตามตัว และคลื่นไส้อาเจียน รายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมกับความผิดปรกติของตับ และไตจนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแหล่งน้ำขัง หากจำเป็นควรใส่อุป กรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ต หากมีประวัติสัมผัสน้ำท่วมขัง และเริ่มมีอาการไข้ขึ้น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อย ควรรีบปรึกษาแพทย์

          แบคทีเรีย "วิบริโอ" และ "แอโรโมแนส" ซึ่งโดยปรกติพบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป แต่ในฤดูฝนน้ำตามแหล่งน้ำอาจไหลเข้าท่วมพื้นที่ในชุมชน ทำ ให้ประชาชนมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคดังกล่าวมากขึ้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางรอยแผลที่ผิวหนัง ก่อให้เกิดการติดเชื้อมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำ รายที่เป็นรุนแรงอาจมีไข้สูง หนาวสั่น ผิวหนังบวมแดงอักเสบเป็นบริเวณกว้าง ตุ่มน้ำปนเลือดขนาดใหญ่ ปวดกล้ามเนื้อขามากจนเดินไม่ไหว และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

          จะเห็นได้ว่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำท่วมขังนั้นสามารถก่อโรคที่อัน ตรายได้ถึงชีวิต มีเชื้อโรคมากมายปนเปื้อนและอาศัยอยู่ในน้ำรวมถึงแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่างๆ ทั้งแม่ น้ำลำคลอง และแหล่งทำเกษตรกรรม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแหล่งน้ำโดยตรง โดยเฉพาะหากมีแผลถลอกที่ผิวหนัง หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน และรีบปรึกษาแพทย์หากมีอา การผิดปรกติ


          ที่มา : ศ.พญ.ดาราวรรณ วนะชิวนาวิน โลกวันนี้วันสุข
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

คลอดธรรมชาติ ลดลูกป่วย “ภูมิแพ้”


           ปัจจุบัน ทารกที่คลอดด้วยการผ่าตัดนั้น โดยเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 30-40 มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้สูงกว่าทารกที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตเด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่ มีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          นอกจากนี้ ยังมีหลายสาเหตุที่ทำให้เด็กน้อยเกิดภาวะภูมิแพ้ด้วย เช่น พันธุกรรม มลพิษที่มีอยู่ทั่วไป อายุที่เปลี่ยนแปลง และส่วนหนึ่งที่องค์การอนามัยโลกได้วิจัยมาแล้วว่า เกิดจากการคลอดทารกโดยวิธีผ่าตัดทางหน้าท้อง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กจำนวนมากป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นใน ปัจจุบัน

          ในอดีตที่ผ่านมา ทารกส่วนใหญ่ที่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อครบกำหนดก็จะคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ กล่าวคือ ทารกจะเคลื่อนออกจากมดลูกผ่านลงมายังช่องคลอด และได้รับจุลชีพโพรไบโอติกที่เป็นประโยชน์ ซึ่งอยู่ในช่องคลอดและในลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง ใกล้ๆ ทวารหนักของคุณแม่ รวมถึงที่ปนอยู่กับมูกเลือดในช่องคลอด ผ่านเข้าทางปากและจมูกของทารก โดยจุลชีพนี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเริ่มพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ สมบูรณ์

          ต่างจากวิธีการผ่าตัดคลอดที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ที่ทารกจะคลอดออกมาทางแผลผ่าตัดหน้าท้อง ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับจุลชีพโพรไบโอติกในช่องคลอดและลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง นอกจากนี้ ในการผ่าตัดคลอด คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อขณะผ่าตัด ทำให้เชื้อจุลชีพทั้งเชื้อก่อโรคและโพรไบโอติกถูกฆ่าทำลายไปด้วยกัน ก็ยิ่งทำให้ทารกหมดโอกาสที่จะได้รับจุลชีพโพรไบโอติก และอาจได้รับเชื้อจุลชีพก่อโรคภายในโรงพยาบาล

           ปัจจุบันมีทารกและเด็กเป็นภูมิแพ้มากขึ้นจนน่าเป็นห่วง เมื่อดูประวัติการคลอดพบว่า เด็กที่คลอด โดยการผ่าตัด มีอัตราการเจ็บป่วยมากกว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีปกติ 3-4 เท่า อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปสูติแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ทุกคนคลอดด้วยวิธีธรรมชาติตามข้อบ่งชี้ ทางการแพทย์ก่อน เพราะเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวไว เจ็บแผลน้อยกว่า และมดลูกกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่าการผ่าคลอด ซึ่งควรเป็นทางเลือกที่มีความจำเป็นสำหรับคุณแม่และทารกหรือตามข้อบ่งชี้ของ มาตรฐานการดูแลสตรีมีครรภ์ขณะคลอดเท่านั้น


           ที่มา: เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ โดย ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์ -นรีเวชวิทยา
           ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กระดาษทิชชูก่อมะเร็งจริงหรือ


          เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีข่าวที่สร้างความตกอกตกใจแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคุณแม่บ้านที่รักสุขภาพ ที่นิยมใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากของทอดก่อนการบริโภค ด้วยเกรงว่าน้ำมันที่ตกค้างในของทอดจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ครั้นเมื่อมีข่าวว่าในกระดาษทิชชูซับน้ำมันมีสารก่อมะเร็งอยู่ด้วย เลยทำเอาผู้คนสับสนกันเป็นการใหญ่

          จากการที่มีข่าวว่ากระบวนการผลิตกระดาษทิชชูนั้น ต้องใช้กระดาษใช้แล้วมารีไซเคิล เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น ต้องใช้โซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ในการฟอกเยื่อกระดาษให้มีสีขาว อาจตกค้างมีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ สารฟอกขาวอีกตัวก็คือกลุ่มสารคลอรีนที่จะทำให้เกิดสารไดออกซินซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง

          แต่ในที่สุดบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำและกระทรวงวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีหลายท่าน ออกมายืนยันว่ากระดาษทิชชูไม่ได้มีสารอันตรายหรือน่ากลัวอย่างที่ร่ำลือกัน ไปผิดๆ เริ่มตั้งแต่กระบวนการฟอกขาวเยื่อกระดาษที่อาจมีสารเคมีตกค้างนั้น แท้จริงแล้วมีกระบวนการล้างมากมายหลายขั้นตอน จนแทบไม่มีทั้งโซดาไฟและสารไดออกซิน ตกค้าง    

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานผลิตกระดาษในบ้านเราที่ใช้สารคลอรีนในการผลิตนั้น ปัจจุบันมีเหลืออยู่เพียงโรงเดียว โรงงานส่วนใหญ่ใช้สารคลอรีนไดออกไซด์ที่ไม่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งไดออกซิ นแต่อย่างใด ไม่เพียงแต่กระดาษทิชชูหรือกระดาษอนามัยเท่านั้น กระดาษเอ4 ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ก็มีสารทั้งสองตัวที่ว่าตกค้างน้อยมากเช่นกัน มิหนำซ้ำสารไดออกซินถ้ามีตกค้างในกระดาษจริง ก็ไม่ใช่จะหลุดออกมาได้ง่ายๆ ในการสกัดสารไดออกซินออกจากกระดาษในห้องปฏิบัติการนั้น ต้องใช้เวลาที่ยาวนานและอุณหภูมิที่สูงมากกว่าจะสกัดสารไดออกซินออกมาได้

           สรุปว่าเรื่องกระดาษทิชชูซับน้ำมันมีสารก่อมะเร็งปนเปื้อนอยู่ด้วยนั้น ก็ไม่ต่างจากเรื่องขวดน้ำพลาสติกตากแดดทิ้งไว้ในรถที่ลือกันว่ามีสารก่อ มะเร็ง ก็ทำความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องตรงกันนะครับว่า ไม่มีสารก่อมะเร็งแน่นอนครับ
       
 
          ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

เชื่อคลินิกวัยรุ่นลดแม่วัยใส


         พญ.นันทา อ่วมกุล ที่ปรึกษากรมอนามัย สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กล่าวในงานประชุมระดับชาติเรื่องสุขภาวะทางเพศ ครั้งที่ 1 กับประเด็น "การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น" หัวข้อ "ระบบบริการที่เป็นมิตร สำหรับ วัยรุ่น : ใคร ที่ไหน อย่างไร" ว่า การทำงานคลินิกวัยรุ่นที่ทำที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเชื่อมทั้งความรู้ และต่อยอดการทำงานกับคลินิกวัยรุ่นอื่นๆ ต้องมีวิธีเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นที่มี ปัญหา แต่ไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ สร้างเครือข่ายในสถานศึกษา และชุมชน

          "ต้องทำให้วัยรุ่นเข้าใจและรู้ว่า แม้ไม่ป่วยไข้ เขาก็มา ร.พ.ได้ สังคมไม่ควรตีกรอบว่า วัยรุ่นที่มาคลินิกวัยรุ่นจะต้องมาปรึกษาเรื่องเพศเท่านั้น เพราะเขายังมีปัญหาอื่นๆ ด้วย" พญ.นันทากล่าว

          ด้านนางจารุณี จันทร์เปล่ง ร.พ.บ้านนา จ.นครนายก กล่าวว่า ศูนย์บริการที่เป็นมิตรสำหรับเยาวชน ร.พ.บ้านนา พบปัญหา ตั้งครรภ์วัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ใน จ.นครนายก ติดอันดับที่ 7 จาก 10 ที่มีปัญหาของประเทศสูงสุด เมื่อปี'52 จึงทำศูนย์บริการที่เป็นมิตรสำหรับเยาวชน มีบุคลากรทางด้านสาธารณสุข และเครือข่ายชุมชน รับปรึกษาปัญหาวัยรุ่นครบองค์รวม อบรมและสร้างแกนนำ เยาวชน ผ่านนวัตกรรม "กระเป๋าขายตรงความรู้และคุณชูช่วยสอน" ให้แกนนำเด็กไปสอนเรื่องเพศให้เพื่อนๆ จนลดฝากครรภ์ของแม่วัยใสในจ.นครนายก จากอยู่ที่ร้อยละ 35 เหลือร้อยละ 14


          ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ล้างมือให้สะอาด ป้องกันโรคตาแดง


            ข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2557 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 ส.ค. ทั่วประเทศมีผู้ป่วยแล้ว 115,255 ราย ซึ่งสูงเกือบเท่าปี 2555 ซึ่งมีการระบาดสูง ตลอดปีที่มี 118,882 ราย

          การระบาดของโรคตาแดงจะอยู่ในช่วง อากาศชื้นๆ ช่วงฤดูฝน ถึงฤดูหนาว มักพบการระบาดมากกว่าปกติ เกือบครึ่งผู้ป่วยจะเป็นเด็กเล็ก คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นตลอดฤดูฝนปีนี้ โดยเฉพาะตามโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก รวมทั้งในพื้นที่น้ำท่วม

          โรคตาแดงจากไวรัสที่ระบาดอยู่นี้มี 2 ลักษณะ คือ 1.โรคตาแดงที่เกิดพร้อมกับไข้หวัด จะมีอาการตัวร้อน คัดจมูก เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองที่หน้าหูปวดบวม ก่อน จากนั้นอาการตาแดงจะตามมา บางรายอาจมีจุดเลือดออกที่ตาขาว 2.โรคตาแดงที่เกิดรุนแรงอย่างรวดเร็ว โดยไม่มี อาการอื่นๆ มักมีประวัติพบคนที่เป็นตาแดง หรือคนใกล้ชิดเป็นมาก่อน ส่วนใหญ่มักจะติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ทำให้มีขี้ตามาก และเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มักเริ่มเป็นข้างใดข้างหนึ่งก่อนและลามเป็น 2 ข้าง

          ทั้งนี้ โรคตาแดง เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากเชื้อไวรัสจะอยู่ในน้ำตา และขี้ตาของผู้ที่เป็น แต่ะจะตายเมื่ออยู่ในที่แห้งภายใน 30 นาที

          การติดต่อมี 3 ลักษณะ คือ 1.จากมือที่ไปสัมผัสน้ำตา ขี้ตา ผู้ป่วยที่ติดอยู่พื้นผิวต่างๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวรถเมล์ เป็นต้น แล้วมาสัมผัสที่ตา หรือใช้ของร่วมกับ ผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น 2.แมลงหวี่แมลงวัน ที่ ตอมสิ่งสกปรกหรือตอมตาผู้ป่วย แล้วไปตอมตาคนอื่นต่อ 3.เด็กที่ลงเล่นในน้ำท่วมขัง มีความสกปรก

          สำหรับการป้องกันโรค แนะว่าให้ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือแคะ เกาหน้า ขยี้ตา ไม่ลงเล่นน้ำท่วม หากเปียกฝนให้รีบอาบน้ำ

          นอกจากนี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สิ่งที่ควรระวังเมื่อเป็นตาแดง คือการซื้อยามาหยอดเอง โดยเฉพาะยาที่ผสมสเตียรอยด์ เพราะจะทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่เชื้อติดไปถึงกระจกตาดำ กระจกตาอักเสบ หรือม่านตาอักเสบ

           โรคตาแดง ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่จะใช้ยาหยอดลดอาการระคายเคือง ถ้ามีขี้ตามากสีเหลือง หรือเขียว แสดงว่าติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะ ซึ่งหากใช้ยา 2 อย่างร่วมกัน ต้องเว้นระยะห่าง 5 นาที แต่หากหยอดยาปฏิชีวนะแล้วตาแดงมากขึ้นให้หยุดยา และปรึกษาแพทย์

          สิ่งสำคัญโดยเฉพาะในครอบครัว คือการหยุดเรียน หยุดงาน อย่างน้อย 3 วัน และพักผ่อน รักษาความสะอาดแยกของใช้จากกัน ล้างมือบ่อยๆ จะช่วยตัดวงจรโรค การสอนให้เด็กล้างมืออย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องทำให้เป็นนิสัยด้วย


          ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด 
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ระวังโรคปอดบวมช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง


          สาธารณสุขอุดรธานี เตือนประชาชนระวังโรคปอดบวม ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงสู่ฤดูหนาว เพราะหากเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าว อาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

          นายสมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า จากรายงานทางระบาดวิทยา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคปอดบวมจาก 1 มกราคม – 10 กันยายน 2557 จำนวน 129,307 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 196 ต่อประชากรแสนคน มีผู้ป่วยเสียชีวิต 604 ราย

           สำหรับจังหวัดอุดรธานี จากต้นปีถึงปัจจุบันพบผู้ป่วย 3,191 ราย (อัตราป่วย 20.76 ต่อประชากรแสนคน) ไม่มีรายงานการเสียชีวิต เพื่อป้องกันโรคดังกล่าว ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งอุดมด้วยวิตามินซี จะทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ควรดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สวมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ

           ส่วนเด็กเล็กควรเลี้ยงด้วยนมแม่ เพื่อมีภูมิต้านทานโรค หากเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่แล้วมีอาการหอบเหนื่อย หรือเด็กเล็กมีอาการไข้สูง ไอ หายใจหอบ ไม่ดูดน้ำ ไม่ดูดนม ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เพราะอาจมีโรคปอดบวมแทรก หากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้

           โรคปอดบวมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ซึ่งทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เสียชีวิตมากที่สุด ปอดบวม มักเป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ หรืออาจเกิดจากเชื้อปอดบวมโดยตรง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ไอมาก หายใจหอบ อ่อนเพลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ๆ จะมีอาการซึม ไม่ดูดน้ำ ดูดนม บางรายจะหายใจหอบจนชายโครงบุ๋ม หากไม่ดูแลรักษาให้ถูกวิธี ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด

           ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

เอาชนะ...ภูมิแพ้ด้วยตัวเอง


          หากมีอาการไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ที่คอยสร้างความรำคาญเป็นประจำทุกวัน นั่นเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าเกิดอาการแพ้อากาศหรือฝุ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรคภูมิแพ้นั่นเอง อันเกิดจากความผิดปกติของระบบสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป

           โดย "ภูมิแพ้" เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่พบมากในประเทศไทย และมีคนไทยกว่า 10 ล้านคนป่วยเป็นภูมิแพ้ แม้จะเป็นโรคไม่ติดต่อ แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมของเราอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจัดกิจกรรม "เอาชนะภูมิแพ้" ให้มารู้จักกับวิธีง่ายๆ ในการดูแลตัวเองเพื่อเอาชนะอาการโรคภูมิแพ้

            คุณชินริณี วีระวุฒิวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เผยว่า โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่เยื่อบุของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น เป็นโรคที่เกิดได้กับทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ทารก เด็กเล็ก หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ คนที่ป่วยเป็นโรคนี้มักไม่ค่อยมีอาการรุนแรงถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

            โรคภูมิแพ้ยอดฮิตที่คนไทยเป็นมากที่สุด ได้แก่ โรคภูมิแพ้อากาศ โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคภูมิแพ้อาหาร และโรคภูมิแพ้ยา โดยสาเหตุของโรคภูมิแพ้นั้นมีอยู่หลายประการ อย่างแรกก็คือปัจจัยทางด้านกรรมพันธุ์ ซึ่งหากว่าในครอบครัวองเรามีคนเป็นโรคภูมิแพ้ เราก็มีสิทธิ์เป็นโรคภูมิแพ้ อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของเรานั้นเป็นสิ่งที่สามารถถ่ายทอดไป สู่ลูกหลานได้

            ปัจจัยที่สอง ก็คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสภาวะที่เป็นพิษ ซึ่งสารเคมีต่างๆ หากถูกผิวที่บอบบางของเราแล้ว ก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และในบางครั้งสภาวะแวดล้อมที่มีแต่สิ่งที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย อย่างทุ่งดอกไม้ หรือว่าที่ที่มีเกสรดอกไม้หรือฝุ่นละอองมากๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้อาการแพ้ของเรากำเริบขึ้นมาได้

            ปัจจัยที่สาม ก็คืออาหารการกิน ซึ่งหากว่าร่างกายรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดการผื่นมา ก็จะทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยา อย่างเช่น การแพ้อาหารทะเล หรือว่าแพ้นม เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาหารที่เราแพ้นั้นมักจะเป็นอาหารประเภทโปรตีน อย่างเช่น นม อาหารทะเล ถั่วต่างๆ ซึ่งหากว่าเราแพ้นั้น ก็จะมีผื่นขึ้นตามตัว และอาจจะมีอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหารร่วม อย่างอาการปวดท้องหรืออาเจียน การแพ้อาหารนั้น ในบางครั้งหากว่าเรารับประทานในปริมาณไม่มากพอก็อาจจะไม่มีอาการก็เป็นได้ เราจึงควรต้องระมัดระวังการรับประทานอาหารองเราเองให้ดี

            ส่วนสาเหตุอื่นๆ ของการแพ้นั้น ก็มาจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมวเกสรหญ้า หรือเชื้อรา เป็นต้น รวมทั้งอาจจะเป็นการแพ้ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีส่วนผสมจากสารเคมี ซึ่งทำให้ร่างกายของเรารู้สึกว่านี่คือสิ่งแปลกปลอมที่ต้องกำจัดออกไปให้ เร็วที่สุด ดังนั้น เวลาใช้ของสิ่งใดก็ควรจะระวังให้ดี สิ่งของเหล่านั้นก็อย่างเช่น น้ำหอม ยาปฏิชีวนะ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดห้องน้ำ เป็นต้น

            ส่วนอาการของคนที่เป็นภูมิแพ้ หากเกิดการอักเสบที่ ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นคันเรื้อรัง บริเวณใบหน้า ข้อพับแขนขา หรือลำตัว เป็นต้น เยื่อบุโพรงจมูก ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกเรื้อรังร่วมกับอาการจาม คันหรือคัดจมูก เยื่อบุตา ขาว ผู้ป่วยจะมีอาการคัน หรือเคืองตาเรื้อรัง แสบตา หรือน้ำตาไหลบ่อยๆ เยื่อบุทางเดินหายใจ จะทำให้เกิดโรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หรือหายใจได้ยินเสียงวี้ด หรือ เยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เกิดโรคแพ้อาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง อาเจียน น้ำหนักตัวลด ร่วมกับอาการผื่นเรื้อรังและภาวะซีด เป็นต้น

            การรักษาโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการวัคซีน หากปฏิบัติตนให้อยู่ใน หลักสำคัญ 3 ข้อนี้ 1.การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษา หรือเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น 2.การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ และ 3.การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที จะช่วยทำให้การนอนหลับได้ดีมากขึ้น และไม่ควรออกกำลังกายใกล้เวลาที่จะนอน เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวและไม่พร้อมเข้าสู่การนอนหลับ.

          ปรุงชาเบญจรส ช่วยขับลม รักษาอาการไอ
          ส่วนผสม ขิงแก่ 1 แง่ง ตะไคร้ 5 ต้น กะเพรา 1 กำ โหระพา 1 กำ ลูกผักชี 2 ทัพพี ลูกกระวาน 1 ทัพพี น้ำสะอาด 2 ลิตร

          วิธีการทำ
          1.หั่นตะไคร้และขิงเป็นแว่น
          2.คั่วลูกกระวานและลูกผักชีพอหอมๆ
          3.ตั้งน้ำให้เดือด
          4.ใส่สมุนไพรทั้งหมดลงไป
          5.ทิ้งไว้ให้เดือดประมาณ 5 นาที
          6.ปิดไฟตักรับประทานได้
          รับประทานขณะร้อนๆ จะช่วยขับลมและรักษาอาการไข้หวัด หากต้องการรักษาอาการไอและช่วยให้ชุ่มคอให้ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย.

           รู้ไว้ พิชิตโรค
           ปุย-นาฎนภางค์ ลิ้มเจริญ อายุ 43 ปี พนักงานบัญชี บอกว่า สนใจเข้าร่วมกิจกรร มเพราะว่าลูกชายมีอาการภูมิแพ้ เวลาอากาศเปลี่ยนมักจะมีอาการไอ น้ำมูกไหล จึงอยากได้ความรู้นำไปปฏิบัติตาม ซึ่งจากที่ฟังมีเคล็ดลับในการทำน้ำสมุนไพรแก้อาการภูมิแพ้ บรรเทาการไอ โดยสมุนไพรไทยนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค เพราะเรา ก็กลัวว่าหากใช้ยาแผนปัจจุบันมากๆ จะทำให้เกิดผลกระทบกับร่างกายของลูก ถือเป็นกิจกรรมดี มีประโยชน์ และได้รับความรู้ใหม่ๆ ในการดูแลตัวเองเพิ่มเติมค่ะ

           จิ๋ม-รุ่งรัตน์ อู่เชื้อวงศ์ อายุ 51 ปี แม่บ้าน บอกว่า ด้วยตัวเองป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ จึงอยากเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเรียนรู้วิธีในการดูแลตัวเอง เพราะโรคนี้ค่อนข้างเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน อากาศปัจจุบันนี้ก็เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ซึ่งเราเองก็จะประสบปัญหาโดยตรง มักเป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ไอ จาม จากอาการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กิจกรรมครั้งนี้จึงมีประโยชน์กับเราโดยตรงในการใช้ธรรมชาติบำบัด จากการปรับความสมดุลในร่างกาย หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค และยังได้เรียนรู้การทำน้ำสมุนไพรที่เป็นอีกวิธีทำให้ห่างไกลจากยาที่เป็น สารเคมีค่ะ.


              ที่มา: เว็บไซต์ไทยโพสต์
              ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ผื่น ฮิตที่พบบ่อยในฤดูฝน


ผื่น ฮิตที่พบบ่อยในฤดูฝน (สสส.)
เรื่องโดย : ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ Team Content www.thaihealth.or.th

          ใช่ ว่าเรื่องผิวหนังจะดูแลกันแค่ "ฤดูร้อน" หรือ "ฤดูหนาว" หากแต่ "ฤดูฝน" ก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหนังไม่แพ้กัน

          สำหรับผู้ที่มีสุขภาพผิวดี คงสงสัยว่าทำไมถึงต้องระวังสุขภาพของผิวหนังใน "ฤดูฝน" กันด้วย ในเมื่ออากาศไม่ร้อน แดดไม่แรง เหงื่อไม่ออก อีกทั้งอากาศก็ไม่ได้หนาวจนผิวแห้ง ก่อให้เกิดอาการคันยิบ ๆ ที่ผิวหนัง พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ว่า เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนฤดูเข้าสู่หน้าฝน สิ่งที่ควรระวังมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ก็คือ

          1. ปัจจัยความอับชื้นที่มาพร้อมกับสายฝน ซึ่งอาจก่อให้เป็นผื่นผิวหนังได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโรคน้ำกัดเท้า ผื่นผิวหนังที่เกิดจากความอับชื้น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ฉะนั้น หากเปียกฝนมา จึงควรรีบทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำ หรือเช็ดตัวทุกสัดส่วนให้แห้ง ไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะความอับชื้นเป็นปัจจัยให้ผิวไวต่อเชื้อแบคทีเรียและแพ้ง่ายขึ้น

          2. ผื่นผิวหนังที่เกิดจากการถูกแมลงกัด โดยเฉพาะ "แมลงก้นกระดก" หรือ "ด้วงก้นกระดก" ตามที่เป็นข่าวอยู่ในสังคมออนไลน์ว่ามีพิษร้าย หากผู้ใดสัมผัสโดนตัวแมลงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้นั้น "ไม่เป็นความจริง" เลย

ผื่นผิวธรรมดา VS ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
         
          คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า ทั้ง 2 โรค ลักษณะอาการคล้ายกัน เพียงแต่ผื่นภูมิแพ้ คือ ผื่นที่ระบุสาเหตุการแพ้ ซึ่งเกิดจากภูมิ โดยลักษณะของผื่นจะเกิดเฉพาะบริเวณที่โดนสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ อย่าง น้ำหอม เกิดผื่นบริเวณที่ฉีด, นิกเกิล หรือ พลาสติก เกิดผื่นบริเวณที่จับ ทั้ง 2 อย่างรักษาตามอาการของการเกิดผื่น ซึ่งหากเป็นมาก ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

   ผื่นจาก "ด้วงก้นกระดก" ตัวจิ๋ว
         
          "ด้วงก้นกระดกมีหลายชื่อเรียก"พญ.มิ่งขวัญ บอก ก่อนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แมลง ก้นกระดกคือด้วงปีกสั้นที่มีหลายชื่อเรียก เช่น ด้วงก้นงอน ด้วงกรด หรือ แมลงเฟรชชี่ เนื่องจากพบบ่อยในกลุ่มนักศึกษาที่อยู่หอปีแรก ลักษณะของด้วงก้นกระดก ตัวเต็มวัยจะยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร หัวสีดำ ส่วนท้องมี 6 ปล้อง 4 ปล้องแรกสีส้มอมน้ำตาล ที่เหลือสีดำ เป็นแมลงที่มีอายุอยู่ได้ยาวนาน ว่องไว บินได้เร็ว พบบ่อยในช่วงฤดูฝน

          "ด้วง ก้นกระดกจะมีสารพิษที่ชื่อว่า พีเดอริน ซึ่งเป็นกรดอ่อน ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อได้ ตัวเมียมีสารพิษมากกว่าตัวผู้ เมื่อสัมผัสโดนด้วงตัวผู้ แล้วไม่ค่อยมีอาการแพ้ จึงเป็นเหตุให้เข้าใจผิดได้ว่าแมลงชนิดนี้ไม่มีอันตรายมาก"
         
          ทั้งนี้ จากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่สถาบันผิวหนัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 คือวัยรุ่นและวัยทำงาน (15-59 ปี) อาชีพที่พบมาก คือ นักเรียน นักศึกษา และแม่บ้าน ร้อยละ 35
         
อาการของผู้ที่สัมผัส
         
          มักเกิดจากการที่แมลงมาเกาะแล้วเผลอปัด หรือบี้แมลงจนท้องมันแตก แล้วได้สารพิษนั้น ส่วนอาการจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการได้รับพิษ โดยอาการจะไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่จะมีอาการหลังจากสัมผัสแล้วประมาณ 8-12 ชั่วโมง

          "ลักษณะของผื่นจะป็นผื่นแดง เป็นรอยไหม้ทางยาว ทิศทางตามรอยที่แมลงถูกมือปัดออกไป ในระยะต่อมาจะมีตุ่มน้ำพองใส และตุ่มหนองขนาดเล็กเกิดขึ้นตามมาภายใน 2-3 วัน ไม่คันมาก แต่จะมีอาการแสบร้อน ซึ่งหากสารพีเดอรินกระจายถูกบริเวณดวงตา ก็จะเกิดอาการบวมแดง และอาจทำให้ตาบอดได้" ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังอธิบาย

  ข่าวลวง อันตรายถึงตาย
          
          อาการอักเสบ จะหายภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยอาจจะมีรอยดำหลังการอักเสบได้ในระยะสั้น ๆ โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงถึงขนาดทำให้เสียชีวิตได้ ตามที่มีการแบ่งปันข้อมูลบนโลกออนไลน์ เพราะพิษของด้วงก้นกระดกไม่ส่งผลต่อระบบอื่น นอกจากตาและผิวหนัง เว้นแต่เป็นผู้ที่ได้รับพิษเป็นจำนวนมาก หรือมีอาการแพ้รุนแรง ก็จะมีไข้สูง และอาการทางระบบหายใจได้
          
การรักษาและป้องกัน
          
          เมื่อรู้ตัวว่าได้สัมผัสกับแมลงก้นกระดก ขอให้ล้างผิวหนังบริเวณนั้นกับน้ำสะอาด ฟอกสบู่ หรือเช็ดด้วยแอมโมเนีย ไม่ควรแกะเกา เพราะอาจทำให้มีติดเชื้อแทรกซ้อนได้

          "ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ขอให้ไปพบแพทย์ ทางคุณหมอจะให้สเตียรอยด์อย่างอ่อนทาบริเวณแผล และใช้วิธีประคบเปียกประมาณ 5-10 นาที ซึ่งหากมีผื่นหนองหรือตุ่มน้ำพองใสขึ้นด้วย ควรประคบอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง ในรายที่คันมาก อาจให้ยาแก้คัน รวมกับยาปฏิชีวนะหากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ส่วนการป้องกันที่สามารถทำได้คือการปัดที่นอนทุกครั้งก่อนนอน ปิดประตู หน้าต่างมิดชิด เปิดไฟเฉพาะที่จำเป็นเพื่อไม่ให้แมลงชนิดนี้มาเล่นกับไฟนีออน หากแมลงมาเกาะ ไม่ควรตบหรือตี แต่ควรเป่าให้แมลงออกไป หรืออาจจะใช้เทปกาวใสมาแปะตัวแมลงนี้ออกไปก็ได้"
         
          ที่เหลือจากนี้ หากต้องการมีสุขภาพผิวที่ดี ก็ต้องหมั่นทาครีมบำรุงผิว ออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงผิวเป็นประจำ เพราะสุขภาพของผิวหนังก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ต่างกับการป่วยเป็นโรคอื่น ๆ

ที่มาจาก : สสส

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ถึงเวลา...ล้างพิษให้ต่อมไทรอยด์



ล้างพิษให้ต่อมไทรอยด์ (อาหาร&สุขภาพ)

           คุณคิดว่าจะเพิ่มการทำงานของต่อมไทรอยด์ได้หรือไม่? ต่อไปนี้ คือ 5 วิธี ที่จะเร่งการทำงานของต่อมที่มีความสำคัญต่อสุขภาพนี้

           เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเมื่อสตรีมีอายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนก็จะลดลง แต่คนส่วนมากไม่ได้ตระหนักว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะเอสโตรเจนและโป รเจสเทอโรนเท่านั้น แต่ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ก็ลดลงเช่นกัน สตรีมีแนวโน้มที่จะมีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์มากกว่าผู้ชายถึงห้าเท่า และพบได้มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

           สตรีที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 50 ปี มักจะเป็นโรคไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ (hypothyroidism) และประมาณการกันว่ามีสตรีที่อายุ 40 ขึ้นไปจำนวนราว 10% ที่ยังไม่ทราบหรือยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าได้ป่วยเป็นโรคนี้แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางสมาคมแพทย์ต่อมไร้ท่อของอเมริกา (American Association of Clinical Endocrinologists) แนะนำให้สตรีทุกคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ให้เข้รับการตรวจฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์ หรือ TSH (thyroid-stimulating hormone)

           แพทย์หญิงแทสนีม บาเทีย, M.D. ผู้อำนวยการการแพทย์ของศูนย์การแพทย์ Atlanta Center for Holistic & Integrative Medicine กล่าวว่า "ดิฉันมักจะเช็กการทำงานของไทรอยด์เมื่อผู้ป่วยบอกว่าอ่อนเพลีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพบอะไรไปทุกครั้ง"

           ดร.บาเทีย กล่าวอีกว่า ขั้นตอนที่สำคัญขั้นแรกในการป้องกันและตรวจจับปัญหาของต่อมไทรอยด์ก็คือคอยสังเกตร่างกายของเราเอง หาก คุณเรียนรู้ที่รู้จักสัญญาณที่พบได้บ่อย ๆ ก็จะสามรถทำให้ไทรอยด์สมดุลได้โดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องรับประทานฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ "บางครั้ง คุณก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ต้องใช้ยาได้ หรือแม้ว่าคุณจะต้องใช้ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ การรักษาแบบธรรมชาติก็ยังช่วยได้"

ตรวจดูลำคอ

           ทุกครั้งที่คุณส่องกระจก คุณก็จะมองเห็นภาพสะท้อนของสุขภาพออกมา ต่อมไทรอยด์ที่ขึ้นอาจหมายถึงต่อมมีการผลิตฮอร์โมนมากหรือมก็น้อยเกินไป ลองวิธีง่าย ๆ เหล่านี้จาก American College of Endrocrinology ทุก ๆ สองเดือน

           1. ยกกระจกขึ้นส่องหน้าและเน้นไป ยังบริเวณคอส่วนล่างด้านหน้าบริเวณเหนือกระดูกก้านคอ

           2. เงยหน้าขึ้นพร้อมกับขยับกระจกตามขึ้นไปด้วย

           3. จิบน้ำคำขนาดกลาง ๆ

           4. ในขณะที่กลืนน้ำ ให้มองไปที่บริเวณที่ตั้งของต่อมไทรอยด์ ดูว่ามีอะไรโป่งบวมผิดปกติขึ้นมาหรือไม่ (หมายเหตุ : อย่าสับสนกันระหว่างต่อมไทรอยด์กับลูกกระเดือกซึ่งอยู่เหนือกว่าด้านบน)

           5. หากเห็นอะไรที่น่าสงสัย ให้นัดแพทย์ เพื่อปรึกษา



สิ่งที่ควรมองหาในลำคอ

           อาการของต่อมไทรอยด์ที่ทำงานน้อยกว่าปกติ (hypothyroid) ได้แก่ รู้สึกหนาว, ท้องผูก, อ่อนเพลีย, น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และผมร่วง เหล่า นี้มักเกิดขึ้นก่อนที่ผลการตรวจเลือดจะแสดงออกมาให้เห็น ความรู้สึกเหนื่อยเกิดขึ้นเป็นอย่างแรกในตอนเช้าเป็นสัญญาณบ่งบอกที่สำคัญ กว่าการทำงานของต่อมไทรอยด์อ่อนแอลง อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น รู้สึกซึมเศร้าหรือกระวนกระวาย ก็อาจเป็นสัญญาณที่ดูได้ยากขึ้นมาหน่อย ก่อนที่เส้นผมจะร่วงก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงของผิวสัมผัสของเส้นผม เช่น  ผมอาจขาดง่ายหรือเส้นผมบางลง

           ส่วน อาการของต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ (hyperthyroid) เกิดขึ้นได้จากการมีอะดรีนาลีนมากขึ้น ฮอร์โมนนี้เป็นฮอร์โมนความเครียดในร่างกายของเรา ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ แล้วนำไปสู่การเป็นอัมพฤกษ์หรือหัวใจล้มเหลว แล้วยังทำให้เหงื่อแตก, ทนต่ออากาศร้อนไม่ได้, นอนไม่หลับ, น้ำหนักตัวลดลง และหน้าแดง ในผู้ที่ป่วยด้วยต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทร็อกชินอออกมามากกว่าปกติ ฮอร์โมนนี้ไปกระตุ้นอวัยวะต่าง ๆ มากเกินไปและเร่งการทำงานของร่างกายหลายอย่าง หากปล่อยไว้ไม่ทากรรักษาก็จะทำให้สูญเสียแร่ธาตุในกระดูก และทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนขึ้นในอนาคต

           หากคิดว่าตัวคุณมีปัญหากับต่อมไทรอยด์ ต้องให้แพทย์ตรวจโดยละเอียดเพื่อที่จะได้ทราบถึงสาเหตุอย่างแน่ชัด

ต้องทำอะไรบางอย่าง

           คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมในร่างกายที่มีแนวโน้มที่จะทำให้ต่อม ไทรอยด์มีปัญหาได้ แต่ก็มีวิธีที่จะสกัดกั้นไม่ให้มันทำงานหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้อาการเลวร้ายลง

1. ร่างกายต้องได้รับไอโอดีนเพียงพอ

           แร่ธาตุนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ T3 และ T4 ทั้งคู่เป็นตัวควบคุมว่าร่างกายจะเมตาบอไลซ์แคลอรี่สักเท่าไร นั่นคือ การได้รับไอโอดีนไม่เพียงพออาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและรู้สึกอ่อนเพลีย หลายปีก่อน ก่อนที่จะมีการเติมไอโอดีนลงไปในเกลือและอาหารอื่น ๆ ตอนนั้นมีการขาดไอโอดีนให้เห็นได้บ่อยมาก ปัจจุบันในอเมริกาพบได้น้อยมาก แต่ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติก็ยังมีความเสี่ยง เนื่องจากไม่รับประทานไข่และอาหารนม เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้เกลือที่เติมไอโอดีนเพราะ ต้องการควบคุมความดันโลหิต

           หมายเหตุ : เกลือที่พบในอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต (แหล่งโซเดียมส่วนมากที่เราได้จากอาหาร) มักไม่ต้องมีการเติมไอโอดีนลงไปด้วย การโรยเกลือเพิ่มเติมลงไปในอาหารที่มีโซเดียมสูงอยู่แล้วไม่ใช่ความคิดที่ดี แต่เราก็ยังสามารถพบไอโอดีนได้ในอาหารที่เกือบจะไม่มีโซเดียม ได้แก่ นม, เนื้อสัตว์ที่ได้รับการเลี้ยงด้วยการเติมไอโอดีน หากคุณไม่ดื่มนม ก็ยังพบไอโอดีนได้ในไข่, โยเกิร์ต, หรือปลาทะเล
 
2. รับประทานในรูปอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

           อาหารเสริมวิตามินเกลือแร่รวมจะมีไอโอดีนอยู่ในปริมาณที่แนะนำ คือวันละ 150 ไมโครกรัม (micrograms) แล้วยังมีสารอาหารอื่นที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของต่อมไทรอยด์ อย่างเช่น ซีเลเนียม ไม่ควรใช้อาหารเสริมสำหรับต่อมไทรอยด์ที่ทำมาจากอวัยวะหมู แม้ว่าอาหารเสริมนี้จะสามารถจำหน่ายได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งของแพทย์ แต่มันก็ไม่ได้มีการควบคุม ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่าในสารสกัดนั้นคุณจะได้สารออกฤทธิ์เท่าไร

           ดังนั้น ให้อ่านฉลากและมองหาคำว่า "โพแทสเซียมไอโอไดด์" (potassium iodide) ไม่ใช่คำว่า "สาหร่ายทะเล" (kelp) การศึกษาในปี 2009 พบว่า ปริมาณไอโอดีนอาหารเสริมเกลือแร่รวม 19 ชนิด ที่มีไอโอดีนที่ได้จากสาหร่ายทะเล มีปริมาณต่ำกว่าที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้โฆษณาเอาไว้อย่างน้อย 20% แพทย์หญิงแองเจล่า เหลียง, M.D. ผู้ทากรศึกษาเรื่องนี้ และเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอสตัน กล่าวว่า "ไอโอดีนจากสาหร่ายทะเลขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำทะเลที่มันเจริญเติบโต ดังนั้นจึงมีปริมาณแตกต่างกันไป"

           ข้อควรระวังอีกอย่างก็คือ : การรับประทานไอโอดีนในปริมาณสูง (วันละ 1,000 ไมโครกรัม) อาจไปทำอันตรายต่อต่อมไทรอยด์ได้
 
3. อย่ารับประทานสารไนเตรท

           สิ่งที่ฮอทด็อกและผักปวยเล้งมีเหมือนกันคือสารไนเตรท จาการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Cancer ระบุว่า ผู้เข้าร่วมทดลองที่บริโภคสารไนเตรทในปริมาณสูงที่สุด-ซึ่งมักพบได้มากในผัก ใบหรืออาหารเนื้อที่ผ่านกระบวนการผลิต มีแนวโมที่จะเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์สูงกว่าคนที่รับประทานน้อยที่สุด มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า : ไนเตรทที่มากเกินไปจะไปกระตุ้นฮอร์โมนที่คาดว่าทำให้เกิดเนื้องอกขึ้น จึงแนะนำให้เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไนเตรท และผักที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติหรืออร์แกนิค ซึ่งอาจมีสารประกอบที่อาจเป็นอันตรายนี้อยู่น้อยกว่า
 
4. ปรับสภาพรอบข้างให้ปลอดภัย

           ดอกเตอร์ราเซล เจ ทาห์ชิบ, D.O. จาก Advance Health Integrative Medicine ในเมืองลอสแองเจลิส กล่าว สารพิษจากสภาพแวดล้อม เช่น สารบิสฟีนอล เอ (bisphenol A-BPA) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีอยู่ในพลาสติคบางชนิดก็สามรถรบกวนการทำงานของต่อม ไทรอยด์ได้ จึงขอแนะนำให้ทำการศึกษาผลิตภัณฑ์พลาสติกให้ดีก่อนที่จะซื้อ และจำด้วยว่า BPA อาจซ่อนตัวอยู่ได้ในที่ต่าง ๆ เช่น ฝาปิดถ้วยกาแฟที่ซื้อตามข้างทาง (เอาฝาทิ้งไป อย่าจิบกาแฟผ่านรูเจาะบนฝาเหล่านี้) อีกอย่างหนึ่งที่ต้องคอยสังเกตไว้ก็คือโลหะหนัก อย่างเช่นปรอท ก็สามารถพบได้ในปลาตัวใหญ่ ๆ อย่างเช่นปลาทูน่า ซึ่งปรอทอาจทำให้ต่อมไทรอยด์เสียสมดุลได้
 
5. ควบคุมความเครียด

           ท้ายสุด ควบคุมความเครียดในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะมาจากการงาน, การออกกำลังกายหนักเกินไป หรือปัญหาความสัมพันธ์ให้ได้ ดร.บาเทีย กล่าวว่า การมีความเครียดอยู่เสมอบีบให้ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักขึ้นจนกระทั่งถึงจุดที่ มันเริ่มเสื่อม ดังนั้น ให้นอนหลับให้เพียงพอและออกกำลังกายให้เพียงพอ และฝึกเทคนิคบริหารความเครียดด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก อาหารและสุขภาพ
คอลัมน์ : Special Report
เรื่อง : Problem Solved : Detox Your Thyroid
วารสาร : Prevention; Fit & Firm at 40
ผู้แปล : ฉัตรตระกูล เจียจันทร์พงษ์, M.P.H.

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรดี … เมื่อคลำเจอก้อนเนื้อที่หน้าอก



         ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า เดี๋ยวนี้ผู้หญิงต้องเจอกับโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัวอันดับต้น ๆ กันมากขึ้น แต่การสังเกตตัวเองเพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงทีก่อน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่น้อย ฉะนั้นคุณสาว ๆ ควรจะคลำหน้าอกตัวเองเพื่อเช็กดูว่ามีก้อนเนื้อแปลก ๆ มาแอบซ่อนอยู่ด้านในหรือไม่อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าเกิดคลำเจอขึ้นมาจะทำอย่างไรต่อไปดี … วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำวิธีปฏิบัติตัวเมื่อคลำเจอก้อนเนื้อที่หน้าอกมาฝากแล้ว ลองทำตามนี้ดูนะคะ 

      อย่าตื่นตระหนกตกใจ

         เมื่อคุณคลำไปที่หน้าอกแล้วเจอก้อนเนื้อแปลก ๆ ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจมากเกินไป เพราะความกังวลก็จะยิ่งทำให้ร่างกายแย่ลงมากกว่าเดิมและโอกาสที่มันจะเป็น เนื้องอกที่ไม่อันตรายก็มีอยู่ ซึ่งพวกเนื้องอกเหล่านี้ โดยมากจะมาปรากฎตัวในช่วงประจำเดือนของคุณและจะมลายหายไปในที่สุด แต่ถ้าอดคิดวิตกกังวลไม่ได้จริง ๆ ก็รีบไปโรงพยาบาลด่วน

      ไปพบแพทย์

         ถ้าหากเจอก้อนเนื้อแปลก ๆ ที่หน้าอกแล้วกลัวหรือกังวลตลอดเวลา ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของก้อนเนื้อนั้น เพราะยังไงแล้วแพทย์ก็จะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับก้อนเนื้อ รู้ว่าขนาด หรือทิศทางการเคลื่อนตัวของมันเป็นอย่างไร แล้วจะวินิจฉัยออกมาให้คุณทราบได้อย่างทันท่วงที หากเป็นโรคร้ายก็จะได้รักษาต่อไป แต่ถ้าหากไม่มีอะไรอันตรายคุณก็จะได้สบายใจยังไงล่ะ

      ทำแบบทดสอบวินิจฉัย

         ในการวินิจฉัยหาสาเหตุของก้อนเนื้อนั้น คุณอาจจะต้องทำแมมโมแกรม-เอ็กซ์เรย์ เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม ไม่อย่างนั้นก็อาจจะต้องทำการอัลตร้าซาวด์ เพื่อตรวจวัดคลื่นเสียงภายในหน้าอกของคุณ ซึ่งจะทำให้รู้ว่าก้อนเนื้อนั้นปกติหรือไม่ปกติ โดยการทำแบบทดสอบวินิจฉัยจะให้คำตอบได้ 3 แบบ คือ ก้อนเนื้อนั้นไม่ใช่มะเร็ง ก้่อนเนื้อนั้นอาจจะไม่ใช่มะเร็ง และต้องทำการตัดเนื้อเยื่อไปตรวจวินิจฉัยโรคต่อไป ถ้าผลออกมาว่าก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่มะเร็ง คุณก็ต้องกลับไปทำแบบทดสอบวินิจฉัยอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า

       ตัดเนื้อเยื่อไปตรวจ

         การตัดเนื้อเยื่อไปตรวจ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผลการตรวจของคุณออกมาแบบสรุปได้ไม่แน่ชัด โดยวิธีการตัดเนื้อเยื่อไปตรวจทำได้ด้วยวิธีการดูดเจาะด้วยเข็มเล็กหรือการ ตัดชิ้นเนื้อโดยใช้เข็มเจาะ เพื่อนำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

         สำหรับ สาว ๆ คนไหนที่กลัวโรคมะเร็งเต้านมมาก ก็ลองตรวจเช็กด้วยตัวเองโดยการคลำไปที่หน้าอกบ่อย ๆ นะคะ หากไปพบแพทย์แล้วพบว่าตัวเองเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมาจริง ๆ ก็ควรจะสร้างกำลังใจให้ตัวเองเยอะ ๆ ทำจิตใจให้สบายเสมอ แต่ถ้าไม่เป็นโรคร้ายใด ๆ นั่นถือว่าคุณโชคดีมาก ๆ แล้วค่ะ :)

ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

5 สัญญาณปวดหลัง เตือนโรคอันตราย


5 สัญญาณปวดหลัง เตือนโรค (emagazineinfo)

          หนุ่ม สาวหลายคนมีอาการปวดหลัง บางคนคิดว่าอาจเกิดจากสาเหตุนั่งมากเกินไป หรือไปทำอะไรผิดท่ามา แต่หารู้ไม่ว่าอาการปวดหลังก็ไม่ได้หมายถึงแค่อาการผิดปกติของกระดูกเท่า นั้นนะคะ

          มีคนจำนวนมากที่มีอาการปวดหลังแล้วคิดว่าเป็นอาการที่เกิดกับกระดูก ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเกิดความผิดปกติของกระดูก ของกล้ามเนื้อ ก็เป็นไปได้ แต่ในบางรายก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

          อาการ ปวดหลังโดยทั่วไปอาจเป็นอาการปวดหลังจากการนั่งมากเกินไป ยกของหนัก หรือออกกำลังกายมากเกินไป โดยอาการที่รู้สึกได้คือ ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อตึง แต่ถ้าหากเป็นหนักจนรู้สึกว่าหลังขยับไม่ได้ หรือปวดร้าวไปจนถึงขาข้างใดข้างหนึ่ง อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนเคล็ดไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งจะต้องไปพบแพทย์ และการรักษาจะต้องให้สวมเสื้อดามหลัง และให้เข้ารับการทำกายภาพบำบัด ส่วนในรายที่อาการหนักมากอาจต้องผ่าตัด

          แต่บางทีอาการปวดที่เราคิดว่าปวดหลัง หรือบางอาการที่ปวดหลังเรื้อรัง ก็ไม่ได้เป็นเพราะกล้ามเนื้อและกระดูกเสมอไป มีลักษณะอาการปวดหลังบางอาการที่เป็นสัญญาณเตือนภัยจากโรคที่เกิดกับอวัยวะ ภายใน และจำเป็นต้องรีบเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

5 อาการปวดหลัง ที่บ่งบอกโรค

          1. อาการปวดหลังร่วมกับแขนขาชาไม่มีแรง

          กลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้ ซึ่งลักษณะอาการดังกล่าวเป็นไปได้ว่าไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ ทางที่ดีควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพื่อทำการเอกซเรย์ตรวจดูกระดูกสันหลังและหาตำแหน่งที่บาดเจ็บ บางรายเพียงให้นอนพักรักษาตัวก็อาจหายจากอาการดังกล่าวได้ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

          2. ปวดหลังบริเวณเอวและมีไข้หนาวสั่น

          สาเหตุของอาการอาจเกิดจากการติดเชื้ออักเสบของไต หรืออาจเป็นโรคกรวยไตอักเสบ โดยสาเหตุเหล่านี้เกิดได้จากการทานน้ำในแต่ละวันน้อยเกินไป การอั้นปัสสาวะ

          โดยการรักษาแพทย์จะใช้ให้ยาฆ่าเชื้อและยาอื่น ๆ ตามแต่การวินิจฉัยโรค รวมถึงแนะให้ทานน้ำมาก ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมการอั้นปัสสาวะ และเมื่อรักษาไตจนเป็นปกติดีแล้ว อาการปวดดังกล่าวก็จะหายไป

          3. ปวดเหนือบั้นเอวทั้งสองข้าง

          หากมีอาการปวดเหนือบั้นเอวทั้งสองข้าง และเมื่อพบแพทย์แล้ว แพทย์อาจคลำพบก้อนบริเวณไต รวมถึงมีเลือดปนในปัสสาวะ มีความดันโลหิตสูง และมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย ในกรณีนี้เป็นสัญญาณบอกโรคถุงน้ำในไต ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

          เมื่อมีถุงน้ำในไต ก็จะทำให้ไตทำงานได้น้อยลง เมื่อไตทำงานได้ลดลงส่งผลเสียต่อร่างกายเกิดโรคความดันโลหิตสูง ไตอาจติดเชื้อได้ง่ายและไตวายเรื้อรังจน ถึงไตหยุดทำงานถาวร และนอกจากปัญหาที่ไตแล้วยังทำให้เกิดถุงน้ำที่อื่นได้ด้วยเช่น ตับ ตับอ่อน รังไข่ อัณฑะ และเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพองได้ด้วย

          4. อาการปวดหลังที่เกิดในสตรีมีครรภ์

          อาจเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อยึดกระดูก หย่อนยาน การแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของทารก หรือมดลูกที่โตขึ้น กดทับเส้นประสาททำให้ปวดหลังจนร้าวไปถึงขาได้

          5. ปวดหลังเรื้อรังนานเป็นแรมเดือนและปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ

          หากเป็นในคนอ้วน หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโรคไขข้ออักเสบ หรือกระดูกสันหลังสึกกร่อน การรักษาในกรณีนี้แพทย์จะให้ยาแก้ปวดมาทาน ให้รับการทำกายภาพบำบัด สวมเสื้อดามหลัง แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นคนอ้วนมากก็จะต้องให้ลดน้ำหนัก

          หากใครที่กำลังมีอาการปวดหลังอยู่ให้รีบเช็กตัวเองด่วนนะคะ หรือหากไม่มั่นใจให้พบแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัย เพราะบางทีหากปล่อยให้ปวดเรื้อรังไปนานเข้า อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายให้ทรุดลงก็ได้ค่ะ

ที่มาจาก : emagazineinfo