แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

สรรพคุณสมุนไพร (ไทย) สีสันบอกได้


เคยรู้ไหมว่าสีสันสดใสสวยงามของ สมุนไพรไทยแต่ละชนิดที่ปลูกริมรั้วบ้านของเรา สามารถบ่งบอกสรรพคุณที่แตกต่างเหลือเชื่อเรายังมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจ.ปราจีนบุรี มาฝากพร้อมเมนูเก๋ๆ ด้วย

หลักความสัมพันธ์สีบอกสรรพคุณ

แววใจ พิมพิลา แพทย์แผนไทยประยุกต์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้อธิบายหลักความสัมพันธ์ระหว่างสีสันของสมุนไพรไทยและสรรพคุณไว้น่าสนใจดังนี้

สีแดงเป็นสีโทนร้อน หมายถึง สีแห่งอำนาจ แสดงถึงการมีพลัง เป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุดให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้นท้าทาย ในทางจิตวิทยามีความเชื่อมโยงกับสุขภาพอย่างชัดเจน

สมุนไพรที่มีสีแดง อาทิ กระเจี๊ยบแดง มะเขือเทศ ฝาง ฯลฯ มีสรรพคุณส่วนใหญ่ใช้บำรุงร่างกายและปรับสมดุลธาตุไฟ นอกจากนี้ยังพบว่า ผัก ผลไม้สีแดง ยังเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ทองแดง เหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารช่วยบำรุงระบบประสาท สอดคล้องกับพลังของสีแดงที่ช่วยกระตุ้นพลังชีวิตให้เข้มแข็ง มีความกระตือรือร้น ทำให้มีชีวิตชีวาขึ้น

สีเหลืองหมายถึง สีแห่งสติปัญญา ความเบิกบาน ร่าเริง มีชีวิตชีวา แจ่มใส ความคิดสร้างสรรค์ การมองโลกในแง่ดี สรรพคุณของสมุนไพรสีเหลืองส่วนใหญ่มีฤทธิ์ช่วยในการขับลม ช่วยให้น้ำดีในลำไส้ทำงานได้ดี อาทิขมิ้นชัน ดาวเรือง ขิง

สีเขียวเป็นสีแห่งการพัฒนาและสื่อถึงความสงบเยือกเย็น ผ่อนคลาย สรรพคุณสมุนไพรสีเขียวส่วนมากมีฤทธิ์เย็น ช่วยให้ผ่อนคลาย สร้างสมดุล ช่วยในการลดความดันโลหิต บำรุงหัวใจ ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด อาทิ ใบเตย บัวบก ย่านาง เป็นต้น

สีม่วงถือว่าเป็นสีแห่งจิตวิญญาณ การหยั่งรู้ สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมีความคิดและการมองเห็นกว้างไกล พัฒนาการเรียนรู้เร็ว สมุนไพรสีม่วงมีสรรพคุณช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดฝอย เพิ่มความจำ ช่วยในการบำรุงสายตา อาทิ องุ่นแดง มะเขือม่วง มันต่อเผือก ดอกอัญชัน ลูกหม่อน

สีขาวหมายถึง สีแห่งความบริสุทธิ์ สะอาด สมุนไพรสีขาวช่วยทำให้ภายในร่างกายสะอาด ขับปัสสาวะ ขับของเสียออกจากร่างกาย เป็นยาบำรุงปอด ฟอกเลือด อาทิ หญ้าดอกขาว บานไม่รู้โรยดอกขาว เป็นต้น

เมนูสุขภาพจากสมุนไพร
เมนูสีแดง "กระเจี๊ยบกวนใจ" ประกอบด้วย ดอกกระเจี๊ยบ 500 กรัม น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง และเกลือ 1 ช้อนชา เคล็ดลับเมนูนี้อยู่ที่การกวนกระเจี๊ยบหากผสมกล้วยสุกในอัตราส่วนเท่ากับดอก กระเจี๊ยบจะทำให้ได้รสชาติกลมกล่อมและกวนได้ง่ายขึ้น

วิธีทำ นำดอกกระเจี๊ยบต้มกับน้ำเปล่าจนกระทั่งดอกกระเจี๊ยบนั้นเริ่มนิ่ม แล้วทำการบดให้เป็นเนื้อละเอียดผสมน้ำตาลทราย เกลือ และกระเจี๊ยบที่บดแล้วเข้าด้วยกันกวนจนเหนียว เสร็จแล้วนำกระเจี๊ยบที่กวนแล้วเทใส่ถาดเกลี่ยเป็นแผ่นบางพอสมควร นำไปตากแดดให้แห้งใช้แม่พิมพ์รูปหัวใจ หรือตัดกระเจี๊ยบแผ่นที่ทำไว้เป็นรูปหัวใจ เป็นของฝากคนรักในครอบครัวได้

สีขาว"ชาบานไม่รู้โรยดอกขาว" วิธี ทำ ล้างบานไม่รู้โรยให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งแล้วเก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกบานไม่รู้โรยประมาณ 1-2 ดอกใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาที จึงดื่มหรือจะใช้วิธีการต้มเดือดก็ได้ สรรพคุณบำรุงตับ แก้อาการเจ็บตา แก้ไอระงับอาการหอบหืด ขับปัสสาวะ แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน และแผลผื่นคัน

สีเหลือง "ชาชงดอกดาวเรือง" ทำ ง่ายๆ โดยนำดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งเพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน เก็บใส่ขวดให้มิดชิดปิดฝาให้แน่น รับประทานโดยใช้ดอกดาวเรือง 1-2 ดอก หรือ 1 หยิบมือ ใส่ในแก้วน้ำเทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไปทิ้งไว้ 15-20 นาที ดื่มร้อนหรือเย็นได้ตามใจชอบ

สรรพคุณดอกดาวเรืองตามตำรายา คือ บำรุงสายตาได้ดี ฟอกเลือด ละลายเสมหะ ขับลม ขับร้อน แก้ไอหวัดไอกรน เต้านมอักเสบ คางทูม แก้เวียนศีรษะ

นอกจากนี้ ดาวเรืองยังนำรับประทานเป็นผักได้ด้วยโดยเลือกดอกดาวเรืองที่ยังตูม นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกดอกบานนำมาปรุงแบบยำผสมเนื้อสัตว์ได้ตามใจชอบอาจนำไป ผัดหรือชุบแป้งทอดก็จะได้อาหารที่มีประโยชน์และอร่อยไปอีกแบบ

สีเขียว "ชาเตยหอม" เริ่มด้วยการล้างใบเตยให้สะอาดนำมาหั่นให้ละเอียด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด สามารถรับประทานโดยการนำชาใบเตยประมาณหนึ่งหยิบมือใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาจากใบเตยละลายแล้วจึงดื่ม

สรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจขอแนะนำผู้ป่วยที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรงให้พกชาใบ เตยติดกระเป๋า ดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้ยังช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษ และช่วยชูกำลังได้

สีม่วงแนะนำ "ชาอัญชัน" เริ่มด้วยการล้างดอกอัญชันให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกอัญชัน 4-5 ดอก หรือหนึ่งหยิบมือใส่แก้วน้ำ เติมน้ำร้อน ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาทีจึงดื่ม

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานิน เพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดเล็ก ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ และบรรเทาอาการผมร่วงได้

ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ อย่างนี้ อย่าเผลอไปตัดสมุนไพรที่ปลูกอยู่ริมรั้วบ้านของท่านทิ้งละกัน หรือถ้าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทยมีสรรพคุณอย่างไรสอบถามข้อมูลเพิ่ม เติมได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี โทร. 037-211-289

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สมุนไพรไทย มหัศจรรย์ รักษาโรคร้าย


โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วปีละหลายล้านคน ทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทางการแพทย์พยายามแสวงหาวิธีลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร เพราะวิถีการดำเนินชีวิตและสภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนต่างเร่งรีบที่จะดำเนินกิจกรรมของตนในแต่ละวันให้แล้วเสร็จ จนลืมหันมาดูแลเรื่องสุขภาพ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค

สำหรับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวนอก จากจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคแล้ว ยังต้องเร่งหาเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ก็อย่างที่ทราบๆ กันดีว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของทั้ง 3โรคนี้สูงมาก ยาที่ใช้ในการรักษาส่วนใหญ่เป็นยานอกราคาแพง ทำให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานเพราะไม่มีเงินซื้อยา

หากคนไทยไม่ยึดติดกับค่า นิยมว่าจะต้องกินยานอกถึงจะหาย ก็ลองหันมามองสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราดูบ้าง เพราะสมุนไพรไทยก็มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับยานอกหรือจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคร้ายแรงทั้ง 3

น้ำตรีผลา ยับยั้งต้านเซลล์มะเร็ง
คน ไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้า จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ 60-70% ในผู้หญิงหากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก

จาก การสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่ามีสมุนไพร 1,927 ตำรับที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งมะ เร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็ง เริ่มได้รับการยอมรับจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติมากขึ้น โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็ง ได้จริง

โดยสมุนไพรที่กล่าวถึงนั่นก็คือ น้ำตรีผลา ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ และช่วยชะลอความแก่ด้วย นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในน้ำตรีผลายังมีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์ มะเร็ง หรือหากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้วก็จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้า โดยมีผลวิจัยรองรับจากคณะเภสัช ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 พริกขี้หนูสดลดเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรค หัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการตาย อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการกินอาหารที่มีไขมันสูง และกินอาหารประเภทเส้นใยน้อย อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอด อาหารประเภทผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่ อาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ต่างๆ อาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี

จาก ผลการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ผลของพริกขี้หนูต่อปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด" ภายใต้การดูแลของ ศ.น.พ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบริโภคพริกขี้หนูสด ต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในหญิงไทยที่มีไขมันในเลือดสูง

โดย ได้ทำการศึกษาหญิงไทยจำนวน 50 คน ซึ่งมีระดับไขมันในเลือดสูง แต่มีสุขภาพโดยทั่วไปดี อายุอยู่ในช่วง 45-64 ปี และหมดประจำเดือนแล้ว แต่ไม่มีอาการแสดงของโรคเรื้อรังใดๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน และไม่รับประทานพริกมากกว่า 10 กรัมต่อวัน จากการศึกษาพบว่าระยะการบริโภคพริกขี้หนูมีผลดีต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ การลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย มีแนวโน้มชะลอการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือด โดยมีผลภายใน 30 นาทีหลังจากการบริโภคพริกขี้หนูสด

ทั้งนี้คนไทย บริโภคพริกเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหาร ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเผ็ดของพริกคือ "แคปไซซิน" ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร และที่น่าสนใจคือ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอก จากนี้พบว่าคนไทยซึ่งมีการบริโภคพริกเป็นประจำมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดน้อยกว่าประชากรในประเทศทางตะวันตกที่บริโภคพริกน้อย

พืช ผักหลังบ้าน ยาต้านเบาหวาน
โรค เบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยกลางคน มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภค แป้งและน้ำตาลมากเกินไป รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น

โดยร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทานเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้สูงขึ้น รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้อง กันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคเบาหวาน

สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน
มะระ ขี้นก, มะระจีนช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นกหั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและ ใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด

ตำลึงใบและเถาตำลึงมี ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ เตยหอม ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้
ดังนั้นผู้ที่ เป็นอยู่แล้วนอกจากลองสมุน ไพรไทยแล้ว ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาร่างกาย ระมัด ระวังไม่ให้เกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า สำ หรับท่านที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานควรปฏิบัติตัวตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จะเป็นการป้องโรคได้ดีที่สุด

สมุนไพรไทยที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงส่วน หนึ่ง ยังมีสมุนไพรไทยอีกจำนวนมากที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ดีไม่แพ้ยาฝรั่ง แต่กลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยเพราะขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะลุกขึ้นมาใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้เกิด ประโยชน์ และส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง

สูตรน้ำตรีผลา 

ส่วนประกอบ : สมอพิเภก 100 กรัม, สมอไทย 200 กรัม, มะขามป้อม 400 กรัม
วิธีการปรุง : นำ สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที เติมน้ำตาลทราย 600 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา หากเข้มข้นเกินไปให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ กรองผ่านผ้ากรองหรือกระชอน ใส่ภาชนะสำหรับเตรียมดื่ม ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็นแทนเครื่องดื่มทั่วไป เช้า กลางวัน เย็น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

สู้ลมฝนฝ่าไอชื้น ด้วยสมุนไพรไทย


ฟ้าฝนหลังเข้าพรรษาปีนี้โหม กระหน่ำทั่วทุกภูมิภาค จึงควรระมัดระวังในการขับขี่ยวดยานทุกชนิด และมารู้จักดูแลสุขภาพให้ดีเพราะเป็นฤดูที่ไม่สบายเพราะฟ้าฝนได้ง่าย ถ้าพูดกันตามภาษาหมอแผนไทย หรือว่ากันตามทฤษฎีโรคของการแพทย์แผนไทย เวลานี้เรียกว่าอุตุสมุฏฐาน อันหมายถึงหลักการที่กล่าวอธิบายโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากฤดูกาล เช่นหน้าร้อนมักเกิดโรคอะไร หรือหน้าฝนมักเกิดโรคอะไรนั่นเอง

ถ้า ไปเชื่อมโยงกับทฤษฎีธาตุ ซึ่งประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ผู้อ่านน่าจะตอบได้ไม่ยากว่า ฤดูฝนชุกแบบนี้มีลมและน้ำ "จัดแรงจัดหนัก" มาให้เรา จึงถือว่าเป็นฤดูกาลที่จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับลมและความชื้น (จากน้ำและให้ความเย็นด้วย) โรคที่มากับลมและความเย็นชื้นนี้หนีไม่พ้น อาการไข้หวัดทั้งหลาย ทั้งไข้หวัดน้อยไข้หวัดใหญ่ และยังทำให้อาการกำเริบได้ง่ายของบรรดาโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ไอ ไปจนอาการหนักปอดบวม ปอดอักเสบได้ ฯลฯ

โรคที่มาตามฤดูแบบนี้ป้องกัน ได้ถ้าเราไม่ประมาทและรู้จักดูแลตนเอง ความรู้โบราณสอนลูกสอนหลานในครัวเรือนว่าหน้าฝนอย่าไปตากฝน แม้ละอองฝนก็อย่าได้วางใจไปท้าทาย เพราะความชื้นจะซึมเข้าร่างกายเราได้ง่ายๆ

หากไปถูกฝนหรือแม้แต่เดิน ฝ่าฝนพรำๆกลับบ้านก็ควรอาบน้ำสระผม เช็ดผมให้แห้งสนิทอย่าได้ปล่อยความชื้นสะสมไว้บนกระหม่อมที่สำคัญฝนตกๆ อากาศเย็นๆ แบบนี้อย่าได้ดีใจที่หายร้อน จึงนุ่งห่มผ้าเบาบางเกินร่างกายขาดความอบอุ่นจะทำให้ไข้หวัดมาสิงสู่ได้ง่าย

ปู่ ย่าตายายจึงมักแนะนำให้ทำตัวให้อบอุ่นเข้าไว้ ใส่เสื้อหนา นอนห่มผ้าอย่าได้ประมาทเพราะหัวค่ำอาจร้อนอบอ้าวแต่ตกดึกจนใกล้รุ่งความเย็น ชื้นของฝนที่ตกมาจะแทรกซึมเข้าร่างกายของเราและมักทำให้ป่วยไข้ได้ง่าย

วิธีเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายอย่างง่ายอีก ประการคือ แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นๆ และดื่มน้ำต้มสมุนไพรที่จะสู้ลมฝนละอองฝนได้อย่างดี และเป็นสมุนไพรในครัวเรือนหาง่ายชงกินในสำนักงานก็ยังทำได้ แนะนำ 2 ชนิด คือขิง และตะไคร้

หา ขิงแก่มาสักแง่ง ล้างน้ำ แล้วฝานเป็นแผ่นบางๆ นำมา 3-4 แว่น ใส่แก้วเติมน้ำร้อนปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที พอน้ำยาอุ่นๆ ช้อนเอากากออก แต่งรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลเล็กน้อยจิบดื่มได้ตลอดวัน

บางท่านไม่ชอบใจวิธีนี้เพราะน้ำขิงรสเผ็ดร้อนน้อยเกินไป ก็แนะนำให้ใช้ขิงแก่ ทุบพอแตกๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่ต้องการ นำขิงแก่ต้มกับน้ำให้เดือด แล้วต้มเคี่ยวต่ออีกสักพักคล้ายน้ำขิงในเต้าฮวย ก็จะได้น้ำขิงรสเผ็ด ผสมน้ำตาลเล็กน้อย จิบดื่มไล่ความเย็นชื้นจากลมฝนได้ดี

ใน การศึกษาสมัยใหม่พบว่า ขิงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยลดไข้ได้ นอกจากนี้ ยังเคยทำการทดลองในมนุษย์ โดยให้อาสาสมัครกินขิงวันละ 1.5 กรัม พบว่ามีฤทธิ์แก้ปวดได้ดังนั้น ถ้าไม่อยากกินยาฝรั่ง เริ่มมีไข้หนาวๆ เย็นๆ เพราะลมฝนแบบนี้ กินขิงลดไข้และช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ด้วย

ถ้า ชอบใจขิง และอยากปรุงสมุนไพรอื่นให้มีรสชาติและสรรพคุณเสริมฤทธิ์กันนั้นจาก ประสบการณ์ของชาวบ้านที่ใช้สมุนไพรในการพึ่งตนเอง แนะนำว่า เวลาตากฝนแล้วกำลังจะเป็นไข้ ตัวร้อนเล็กน้อย มึนหัว และเริ่มคัดจมูก ให้เอาตะไคร้ 1 ต้น หั่นเป็นแว่นๆแล้วเอาขิงสด (ขิงแก่) นำมาหั่นเป็นแว่นๆ 5-6 แว่น ใส่น้ำ 3-4 แก้ว ต้มจนเดือด ทิ้งไว้ให้น้ำยาอุ่นๆ แบ่งกินครั้งละ 1/2-1 แก้ว กินวัน 3 เวลาหลังอาหาร หรือจะกินถี่กว่านั้นก็ได้  กินแล้วไข้ลด จมูกโล่ง หายใจคล่องขึ้น

บางท่านแนะนำให้ใช้วิธีป้องกัน ก่อนไปโดนฝน เวลาเช้าอากาศเย็นๆ ชื้นๆ แบบนี้นำตะไคร้ 1 ต้น สับเป็นท่อน ขิงแก่สดเท่าหัวแม่มือ ทุบพอแตก ใส่หม้อต้มกับน้ำ 1 ขวดเดือดแล้วอาจแต่งน้ำตาลเล็กน้อย ให้ดื่มน้ำขิงตะไคร้ทุกเช้า จะช่วยให้รู้สึกตัวอุ่นๆ และทำให้เหงื่อออกเล็กน้อย น้ำที่ต้มไว้เก็บใส่กระติกเก็บความร้อนและแบ่งไว้กินได้ตลอดวัน

บาง ท่านใช้ตะไคร้ต้มน้ำกินอย่างเดียวก็มีส่วนช่วยขับเหงื่อลดไข้ นอกจากนี้ ยังมีภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับวิธีการทำยาตะไคร้โดยเอาต้นตะไคร้สัก 2 ต้น เอาไปเผาไฟพอสุก แล้วเอามาตัดหัวตัดท้าย แล้วทุบให้พอแตก นำไปแช่ในน้ำร้อน กินครั้งละ 1/2 แก้ววันละ 4-5 ครั้ง กินต่อเนื่องสัก 3-4 วัน อาการจะทุเลาลง จนหายไปในที่สุด

ในตำรายาอินเดียบอกว่า น้ำยาชงจากใบตะไคร้ กินขณะอุ่นๆ ใช้ขับเหงื่อในคนที่เป็นไข้ได้ดีมาก โดยเฉพาะคนไข้ที่อ่อนเพลียนั้นยิ่งควรใช้ยาชงตะไคร้ น้ำยาชงตะไคร้เป็นที่นิยมกันมากตามศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย

และ ถ้าหวัดจับงอมแงมไม่ควรอาบน้ำเย็นถ้าต้องการเช็ดตัวและอาบน้ำอุ่น ขอแนะนำยาดีย้อนยุคที่ยังใช้ได้จนถึงยุคโลกออนไลน์โดยเฉพาะรายที่น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจไม่ค่อยออก ให้เอา ตะไคร้ หัวหอมเล็ก และใบมะขาม มาต้มอาบ สรรพคุณยา และกลิ่มน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดที่มากับไอน้ำร้อนๆ จะช่วยทำให้น้ำมูกลดแห้งลง หายใจโล่ง อาการหวัดหายเร็วขึ้นมาก

มาเรียนรู้การป้องกันและผ่านฤดูฝนนี้ด้วยสุขภาพดีแบบภูมิปัญญาไทยๆ กันดีกว่า

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน โดย มูลนิธิสุขภาพไทย  

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

สมุนไพรไทยรสเผ็ดร้อนช่วยชะลอแก่


แพทย์สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะประชาชนทานสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อนเพื่อช่วยชะลอความชรา

รศ.ดร.อรุณพร อิฐรัตน์ สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุ ว่า ความแก่ หรือความชรา เป็นความเสื่อมถอยของร่างกาย เซลล์ และอวัยวะ ที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมดุล ซึ่งการแพทย์แผนไทย เห็นว่า วัยชรา จะเริ่มตั้งแต่อายุ 32 ปีขึ้นไป ส่วนความชราภาพ หรืออวัยวะเสื่อมถอยนั้น เกิดจากธาตุดิน

หากอยากให้ร่างกายหรือธาตุดินทำงานได้อย่างสมดุลจะ ต้องมีการบำรุงอวัยวะ โดยเฉพาะหัวใจ และการรับประทานอาหารให้ถูกต้องสมวัย โดยเฉพาะวัยชรา ควรลดอาหาร หรือสมุนไพรที่มีรสหวาน มัน เค็ม เนื่องจากจะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือทำให้เป็นโรคอ้วน ควรใช้สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนแทนเพราะจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตทำให้ มีการสูบฉีดโลหิตเข้าหัวใจได้ดี เช่น ขิง พริกไทย และกระเทียม นอกจากนี้ อาหารสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนหลายชนิดยังเป็นสมุนไพร ที่ชะลอความชรา เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ทำให้ลดคามเสื่อมของเซลล์ลงได้ด้วย

ขณะที่ ผศ.นพ.สุรจิต อาวสกุลสุทธิ หน่วยศัลยกรรมตกแต่ง กล่าวว่า ปัจจุบันการตกแต่งศัลยกรรมเพื่อลบรอยย่นบนใบหน้า พบเกือบทุกกลุ่มสาขาอาชีพ พบมากที่สุดในอาชีพครู เนื่องจากมีการทำงานด้านเอกสารมาก ทำให้เกิดความเครียด และเกิดการขมวดคิ้วบ่อย จึงทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้ามาก

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

วิจัย `น้ำอุ่นผสมมะนาว` เช็ดตัวลดไข้ได้ถึง 2 เท่า


           เผยผลวิจัย "น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว" เช็ดตัวลดไข้ให้ผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ได้ผลดี ชี้ไข้ลงได้มากกว่าการใช้น้ำอุ่นอย่างเดียวถึง 2 เท่า แจงสามารถป้องกันอันตรายต่อสมอง จากอาการชักเนื่องจากไข้สูงได้

          วันที่ 16 ก.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานประชุมวิชาการของกระทรวงสาธารณสุขประจำปี 2557 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวชลิดา ภาวนาเกษมศานต์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ประจำโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเสนอผลงานการศึกษาวิจัย เรื่อง "ประสิทธิผลของการใช้น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว ในการเช็ดตัวลดไข้ในผู้ป่วยเด็กที่รักษาในโรงพยาบาลนครพิงค์" และ ประสบผลสำเร็จ สามารถลดไข้ได้ดีกว่าการใช้น้ำอุ่นธรรมดาเช็ดตัว ใช้เป็นทางเลือกในการให้การพยาบาล เพื่อลดไข้ในผู้ป่วยเด็กและกลุ่มอายุอื่นๆ ได้ เนื่องจากมะนาวเป็นสมุนไพรที่หาง่าย ราคาถูก

          สุดเจ๋ง! ผลวิจัย 'น้ำอุ่นผสมมะนาว' เช็ดตัวลดไข้ได้ถึง 2 เท่า
          นางสาวชลิดา กล่าวว่า ในปี 2556 มีผู้ป่วยเด็กเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์จำนวน 782 ราย ในจำนวนนี้ 2 ราย มีอาการชักเนื่องจากมีไข้สูง ทำให้ผู้ปกครองที่ดูแลผู้ป่วยมีความวิตกกังวล โดยขณะผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสูง ผู้ปกครองบางรายไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากให้เหตุผลว่า การเช็ดตัวใช้เวลานาน หลังเช็ดแล้วไข้ลดลง และกลับสูงขึ้นในเวลาไม่นาน ผู้วิจัยจึงสนใจทำการศึกษาการใช้น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวมาใช้เช็ดตัวลดไข้ โดยศึกษากลุ่มผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส จำนวน 60 ราย ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 - 7 กรกฎาคม 2557 โดยใช้วิธีการเช็ดตัวแบบผสมผสานระหว่างการเช็ดตัวและห่อพันตัว เป็นเวลานาน 15 นาที และวัดไข้ซ้ำหลังเช็ดตัวแล้ว 15 นาที เปรียบเทียบกับเด็กที่ใช้วิธีเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นอย่างเดียว

           ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว ให้ผลต่อการลดไข้ได้ อุณหภูมิร่างกายลดลงกว่าเดิมเฉลี่ย 1.2 องศาเซลเซียส เช่นหากมีไข้ 38.5 องศาเซลเซียส หลังเช็ดด้วยวิธีนี้ไข้ลดลงเหลือ 37.3 องศาเซลเซียส ในขณะที่เด็กที่เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นธรรมดาทั่วไป ลดอุณหภูมิได้เฉลี่ย 0.67 องศาเซลเซียสเท่านั้น ชี้ให้เห็นว่าการใช้น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเช็ดตัวลดไข้ ให้ผลในการลดอุณหภูมิร่างกายได้ดีกว่าการใช้น้ำอุ่นอย่างเดียว ประมาณ 2 เท่าตัว

           นางสาวชลิดา กล่าวต่อว่า ผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยทดสอบการใช้มะนาว ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทย หาได้ง่ายในครัวเรือน ครั้งนี้ สามารถนำไปเผยแพร่ประชาชนทั่วไป เพื่อประยุกต์ใช้กับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในครอบครัว เพื่อดูแลบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อเด็กเล็กมีไข้ เพื่อป้องกันการเกิดอาการชัก ซึ่งอาจกระทบต่อสมองของเด็ก และในอนาคตจะมีอาการชักทุกครั้งเมื่อมีไข้สูง และอาจมีผลต่อพัฒนาการ และสติปัญญาการเรียนรู้ของเด็ก การใช้น้ำมะนาวผสมในน้ำอุ่น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเช็ดตัวลดไข้ในผู้ป่วยเด็ก และยังเป็นทางเลือกในการให้การพยาบาล เพื่อลดไข้ในผู้ป่วยเด็กกลุ่มอื่นๆ โดยผู้วิจัยจะศึกษาต่อยอดความรู้ โดยศึกการเลือกใช้ผลมะนาวผิวสีเหลืองกับสีเขียว และการศึกษาระยะเวลาที่ไข้ลด ว่าช่วยลดไข้ได้นานเท่าใด เพื่อให้การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

           ทั้งนี้ มะนาวที่นำมาศึกษาครั้งนี้ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นเขียว ที่มีในท้องตลาดทั่วไป การผสมจะใช้มะนาว 1 ผล ต่อน้ำอุ่นอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ปริมาณ 2,000 ซี.ซี. การผ่ามะนาวต้องผ่าใต้น้ำและบีบใต้น้ำ เพื่อให้ได้น้ำมันจากผิวด้วย ซึ่งกลิ่นของน้ำมันผิวมะนาว จัดเป็นอโรมา เทอราปี เพิ่มการไหลเวียนเลือดดีขึ้น จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายด้วย โดยจากการติดตามผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่าน้ำมันผิวมะนาว นำมาผสมน้ำและพันเท้าและขาเด็ก สามารถลดไข้ได้


           ที่มา : เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

ย่านาง ตำรับยาแก้ไข้ สมุนไพรอายุวัฒนะ


         ใบย่านาง สมุนไพรโบราณสุดมหัศจรรย์ที่เปี่ยมสรรพคุณทางยา และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เรามาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดนี้กันเถอะ

         ย่านาง เป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่โบราณในการรักษาโรคต่าง ๆ รวมถึงการนำมาทำอาหารหลากหลายชนิด ซึ่ง หมอเขียว ใจเพชร นักวิชาการสาธารณสุข ครูฝึกแพทย์แผนไทย และนักบำบัดสุขภาพทางเลือก เคยนำมาอธิบายไว้ในหนังสือ "ย่านาง สมุนไพรมหัศจรรย์" เกี่ยวกับประโยชน์และสรรพคุณมากมายของย่านาง ซึ่งทางภาคอีสานหมอยาโบราณเรียกย่านางว่า "หมื่นปี บ่ เฒ่า" แปลเป็นภาษากลางว่า "หมื่นปีไม่แก่" และในปัจจุบัน ย่านาง ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก เพื่อรักษาอาการป่วยต่าง ๆ รวมทั้งการปรับสมดุลในร่างกาย เรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้กันให้มากกว่านี้ดีกว่า รับรองว่าจะต้องทึ่งกับสรรพคุณที่มากมายของย่านางแน่นอนค่ะ

          ก่อนที่จะไปดูกันถึงเรื่องสรรพคุณและประโยชน์ เรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ

          ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass ทางภาคเหนือเรียกว่า จ้อยนาง ภาคกลางเรียก เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว และภาคใต้จะเรียกว่า ยาดนาง เป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อย กิ่งอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ขอบขนานปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกออกตามซอกโคนก้านใบเป็นช่องยาว 2-5 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้นไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างกลมรีขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำ ย่านางเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยดับพิษร้อนต่าง ๆ ได้

คุณค่าทางโภชนาการของใบย่านาง

ในใบย่านาง 100 กรัมจะ มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

          พลังงาน 95 กิโลแคลอรี่
          เส้นใย 7.9 กรัม
          แคลเซียม 155 มิลลิกรัม
          ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
          เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
          วิตามินเอ 30625 IU
          วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
          วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
          ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
          วิตามินซี 141 มิลลิกรัม
          โปรตีน 15.5 เปอร์เซนต์
          ฟอสฟอรัส 0.24 เปอร์เซนต์
          โพแทสเซียม 1.29 เปอร์เซนต์
          แคลเซียม 1.42 เปอร์เซนต์
          แทนนิน 0.21 เปอร์เซนต์

สรรพคุณทางยาของย่านาง

          ย่านางนั้นมีสรรพคุณทางยาที่ขึ้นชื่อมากมาย ซึ่งสรรพคุณทางยาไม่ได้มีเพียงแค่ในใบย่านางเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนอื่น ๆ ของต้นก็มีประโยชน์มากมายเช่นกัน

ราก

          รากของย่านาง นิยมนำมาใช้เพื่อแก้อาการไข้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด ไข้ฝีดาษ ไข้กาฬ หรือ ไข้ทับระดู และอาการเบื่อเมา นอกจากนี้รากของย่านางยังเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือยา 5 ราก หรือแก้วห้าดวง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาสมุนไพร โดยยาดังกล่าวเป็นสามารถรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในขณะเริ่มแรกได้ โดยนำรากแห้งต้มกับน้ำครั้งละ 1 กำมือ แล้วดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง

ใบ

           ใบย่านาง คือเป็นส่วนที่มีประโยชน์และถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด เพราะเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของใบย่านางในการรักษาโรคมีดังนี้

รักษาและป้องกันโรคภัยต่าง ๆ

          ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
          ช่วยป้องกันและบำบัดการเกิดโรคหัวใจ
          ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้
          สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ จะทำให้ก้อนเนื้อมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง
          ช่วยป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ
          ช่วยรักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ
          ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง
          มีส่วนช่วยช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาบริเวณต่าง ๆ
          มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย
          ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ
          ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
          ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง
          ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ
          ช่วยรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ
          ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
          ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์

ระบบทางเดินอาหาร

          ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้
          ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน
          ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง
          ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ
          ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้
          ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน

ระบบทางเดินหายใจ

          ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
          ช่วยรักษาอาการของโรคไซนัสอักเสบ

ระบบผิวหนัง

          ช่วยชะลอและลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
          ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยในร่างกายแตกใต้ผิวหนังได้ง่าย
          ช่วยรักษาอาการตกกระที่ผิวเป็นจ้ำ ๆ สีน้ำตาลตามร่างกาย
          ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด
          รักษาสิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนอง โดยการน้ำใบย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากจนเหลว แล้วนำมาทา
          ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
          ช่วยรักษาอาการผิวหนังมีความผิดปกติคล้ายรอยไหม้
          ช่วยป้องกันและรักษาอาการส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า
          ช่วยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าผุ โดยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย หรือในเล็บมีสีน้ำตาลดำคล้ำ อาการอักเสบที่โคนเล็บ

ระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะ

          ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี
          ช่วยรักษาอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ
          ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
          ช่วยรักษาอาการมดลูกโต อาการปวดมดลูก ตกเลือดได้
          ช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
          ช่วยป้องกันโรคไส้เลื่อน
          ช่วยรักษาอาการตกขาว

สร้างเสริมและบำรุงสุขภาพ

          ช่วยลดน้ำหนัก โดยการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน
          ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรคในร่างกายให้แข็งแรง
          ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
          ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
          ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย
          ช่วยในการบำรุงรักษาตับ และไต
          ช่วยรักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์
          ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย
          ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ
          ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
          ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม คลื่นไส้ อาเจียนได้
          ช่วยแก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร
          ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล
          ช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น
          ช่วยรักษาอาการปากคอแห้ง ริมฝีปากแตกหรือลอกเป็นขุย
          ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น มีสีเหลืองหรือเขียว หรืออาการเสมหะพันคอ
          ช่วยลดอาการนอนกรน
          ช่วยแก้อาการเจ็บปลายลิ้น
          ช่วยป้องกันและบำบัดรักษาโรคหัวใจ
          ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
          ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ

เถา

           เถาของย่านางช่วยลดความร้อนและแก้พิษตานซาง และยังมีข้อมูลทางเภสัชวิทยาระบุอีกว่า สามารถช่วยต้านมาลาเรีย และยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ได้

ประโยชน์ของใบย่านาง

          ใบย่านางนั้นมีประโยชน์ในการช่วยชะลอการเกิดผมหงอก ทำให้ผมดำและนุ่มชุ่มชื้น และยังมีการนำมาทำเป็นอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของหน่อไม้ เพราะน้ำใบย่านางนั้นสามารถช่วยต้านพิษกรดยูริกที่มีในหน่อไม้ได้ แถมยังนิยมนำมาทำอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงอ่อม แกงเห็ด แกงเลียง หรือรับประทานสด ๆ กับน้ำพริกอีกด้วย 

วิธีการทำน้ำใบย่านาง

          โดยส่วนใหญ่แล้วการนำย่านางมาใช้นั้นมักจะนำมาใช้โดยการคั้นน้ำและเอาไปเป็น ส่วนผสมในการทำอาหารนำมาดื่มเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งหมอเขียวก็ได้แนะนำวิธีใช้ใบย่านางเอาไว้ในหนังสือ เรามาดูกันดีกว่าว่า น้ำใบย่านางนั้นมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง

วิธีการทำน้ำใบย่านางสูตรหมอเขียว

          สูตรนี้ เป็นการใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิลล์ คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลของร่างกาย ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้

ใบย่านาง

          เด็ก ใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว 200-600 ซีซี
          ผู้ใหญ่ ที่รูปร่างผอม บางเล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
          ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็ก ทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
          ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วน ตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว

วิธีทำ

           1. ใช้ใบย่านางสด มาล้างทำความสะอาดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น (แต่การปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้า จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็นของย่านาง)

           2. กรองน้ำใบย่านางที่ได้ผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ

           3. ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว วันละ 2-3 เวลา ก่อนอาหาร หรือตอนท้องว่างหรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำ เพราะถ้าเกิน 4 ชม. มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม แต่ถ้าแช่ในตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วันโดยให้สังเกตุที่กลิ่นเปรี้ยวเป็นหลัก

หมายเหตุ

          ถ้าจะให้ได้รสชาติ คั้นกับใบเตย จะหอมอร่อยมาก หรือจะใส่กับน้ำมะพร้าวก็จะหอมชื่นใจมากขึ้น ( แต่ถ้าใส่น้ำมะพร้าวจะเสียเร็วนะ) ผักฤทธิ์เย็น นำมาคั้นร่วมกับย่านางก็ได้  เช่น  ผักบุ้ง ตำลึง ใบบัวบก ใบเตย

วิธีการทำน้ำใบย่านางสูตรทั่วไป



ส่วนผสม

           ใช้ใบย่านาง 30-50 ใบ
           น้ำดื่ม 4.5 ลิตร
           ใบเตย 10 ใบ

วิธีการทำ

           1. ตัดหรือฉีกใบย่านางและใบเตยให้เล็กลง แล้วนำไปโขลกให้ละเอียด หรือขยี้ หรือนำไปปั่น

           2. กรองด้วยผ้าขาวบาง หรือตะแกรงตาถี่เอาแต่น้ำสีเขียว แล้วนำไปดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน ที่เหลือให้เก็บไว้ในตู้เย็นไว้ดื่มได้ 4 - 5 วัน ถ้ารสชาติเริ่มเปรี้ยวควรทิ้งทันที

วิธีการทำน้ำใบย่างนางสูตรที่ 2

ส่วนผสม

           ใบย่านาง 5-20 ใบ
           ใบเตย 1-3 ใบ
           บัวบก ครึ่ง-1 กำมือ
           หญ้าปักกิ่ง 3-5 ต้น
           ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง-1 กำมือ
           ใบเสลดพังพอน ครึ่ง–1 กำมือ
           ว่านกาบหอย 3-5 ใบ

วิธีการทำ

           1. ตัดหรือฉีกใบย่านาง ใบเตย ใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง ใบเบญจรงค์ และใบเสลดพังพอนให้เล็กลง แล้วนำไปโขลกให้ละเอียด หรือขยี้ หรือนำไปปั่น

           2. กรองด้วยผ้าขาวบาง หรือตะแกรงตาถี่เอาแต่น้ำสีเขียว แล้วนำไปดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน ที่เหลือให้เก็บไว้ในตู้เย็นไว้ดื่มได้ 4 - 5 วัน ถ้ารสชาติเริ่มเปรี้ยวควรทิ้งทันที

เทคนิควิธีการปั่นใบย่านาง

          การทำน้ำใบย่านาง โดยใช้เครื่องปั่นให้คงคุณค่าสารอาหาร เทคนิคอยู่ที่วิธีการปั่นคือ ไม่ควรกดปั่นครั้งเดียวจนใบย่านางละเอียด ควรใช้วิธีกดปั่น แล้วนับ 1-2-3-4-5 อย่างเร็ว แล้วรีบกดปิด รอให้น้ำใบย่านางหยุดหมุน แล้วกดปั่นอีกครั้งนับ 1-2-3-4-5 อย่างเร็วแล้วรีบกดปิด รอให้น้ำใบย่านางหยุดหมุนทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนใบย่านางละเอียด วิธีนี้ทำให้โมเลกุลของสารอาหารไม่เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม เสร็จแล้วจึงนำมากรองเอาแต่น้ำค่ะ

แกงหน่อไม้ใบย่านาง

          หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมต้มหน่อไม้ต้องใส่ใบย่านาง ? ก็เพราะมีความเชื่อกันมาว่า หน่อไม้มีฤทธิ์ร้อน กินมาก ๆ จะทำให้ท้องอืด จึงต้องแก้ด้วยน้ำใบย่านางซึ่งมีฤทธิ์เย็น นี่เองที่ทำให้หน่อไม้กับใบย่านางกลายเป็นของคู่กันไปซะแล้ว

          ถ้า รู้แล้วว่า หน่อไม้กับใบย่านางเป็นของคู่กัน แบบนี้ก็ต้องลองมาทำเมนูที่มีทั้งหน่อไม้และใบย่านางกันดูสักหน่อย กับเมนูที่มีชื่อว่า แกงหน่อไม้ใบย่านาง เมนูโปรดของคออาหารอีสานรสแซ่บ ที่จะพาทุกคนไปอร่อยไปกับหน่อไม้กรอบ ๆ เข้ากันดีกับน้ำใบย่านาง แถมยังมีผัก และเห็ดนานาชนิดเต็มถ้วยไปหมด กลิ่นหอมฟุ้งเลยทีเดียว ยิ่งถ้าใครชอบกินปลาร้าด้วยแล้ว รับรองเลยว่าเด็ดโดนใจ แถมในน้ำใบย่านางยังมีประโยชน์ต่อร่างกายเราอีกด้วย

โทษของใบย่านาง

          ในปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยใดพิสูจน์ได้ว่าใบย่านางนั้นมีโทษต่อร่าง กายอย่างไร แต่ก็มีคำเตือนว่าผู้ที่ป่วยในโรคไตระยะสุดท้ายไม่ควรดื่มน้ำใบย่านาง เพราะสารอาหารอย่างวิตามินเอ ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่อยู่ในใบย่านางนั้นจะทำให้เกิดการคั่งได้หากการทำ งานของไตลดลง

          นอกจากนี้ใบย่านางถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่น ใบย่านางแคปซูล สบู่ใบย่านาง แชมพูใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพร ซึ่งทำให้สามารถนำไปใช้ได้สะดวกมากขึ้น แต่ก็ควรที่จะศึกษาให้ดีก่อนนำมาใช้ เพราะบางทีอาจจะมีส่วนผสมบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เพื่อความปลอดภัย ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้จะดีที่สุดนะคะ

         เป็นอย่างไรกันบ้างได้ทราบสรรพคุณที่มากมายจนน่ามหัศจรรย์ของสมุนไพรย่านาง กันไปแล้ว คงจะเริ่มสนใจนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้กันแล้วใช่ไหมล่ะ แต่ก็ควรใช้ให้ถูกวิธีและเหมาะสมนะ เพราะสมุนไพรชนิดนี้ถึงมีแม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ถ้าหากเราใช้มากเกินไปและไม่ถูกวิธีก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาได้นะจ้ะ

ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม