วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

แนะอยากได้ลูกชายต้องทานอาหารให้พลังงาน


วิจัยพบแม่ที่ทานอาหารให้พลังงานเยอะช่วงเริ่มต้นตั้งครรภ์มักได้ลูกชาย

      สำนักข่าวบีบีซีรายงานผลการศึกษาล่าสุดที่พบว่าประเภทอาหารที่ผู้หญิงรับ ประทานในช่วงที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์อาจมีผลต่อการกำหนดเพศของลูกที่จะเกิด มา เพราะนักวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงและรับ ประทานอาหารเช้าเป็นประจำมีเปอร์เซ็นต์ในการได้ลูกชายมากกว่า

นักวิจัยเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาศึกษาพบนี้น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีว่าทำไมจำนวน เด็กที่เกิดขึ้นมาในสมัยนี้จึงมีสัดส่วนเป็นเด็กชายลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะว่าคนสมัยนี้นิยมรับประทานอาหารที่พลังงานต่ำกันมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้การวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแห่ง เอ็กซ์เตอร์ และมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และชีววิทยา ชื่อ biological sciences สำหรับรายละเอียดของการวิจัยนั้น นักวิจัยทำการศึกษาผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษจำนวนทั้งสิ้น 740 คน โดยทีมนักวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างทั้งช่วงก่อนและหลังระยะที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

ผลการศึกษาพบว่า 56% ของผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงที่สุดในช่วงใกล้เคียงกับที่ เกิดการปฏิสนธิในครรภ์ได้ลูกเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่รับประทานอาหารที่พลังงานในระดับต่ำสุดในช่วงเวลาของการ ปฏิสนธิเช่นกันได้ลูกชายเพียงแค่ 45%

นอกจากนี้แล้วนักวิจัยยังพบด้วยว่าผู้หญิงกลุ่มตัวอย่างที่ได้ลูกชายมักเป็นคน ที่เลือกรับประทานแต่อาหารที่ให้พลังงานสูงหลากหลายชนิด ได้แก่ โปแตสเซียม แคลเซียม วิตามิน ซี อี และบี 12 และยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงเหล่านี้มักเป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำอีกด้วย

เมื่อศึกษาสัดส่วนเพศของทารกที่คลอดในอังกฤษจากสถิติการคลอดย้อนหลังแล้วจึงพบแนว โน้มที่น่าสนใจประการหนึ่งว่าจำนวนเด็กชายที่คลอดในประเทศอังกฤษนั้นมีแนว โน้มลดลองเรื่อย ๆ และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การลดลงอย่างฮวบฮาบแต่ก็ถือว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือลดลงมาปีละ 1 %มาโดยตลอด ทั้งนี้มีการวิจัยออกมาก่อนหน้าว่าคนในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายมักจะรับ ประทานอาหารที่ให้พลังงานกันน้อยลง โดยจะเห็นได้จากปริมาณแคลอรี่โดยเฉลี่ยของอาหารที่คนรับประทานกันที่มีแนว โน้มลดต่ำลง อีกทั้งพบว่ามีคนจำนวนมากขึ้นที่มักจะไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า

เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงกับการได้ลูกเป็นเพศ ชายนั้นไม่ใช่แต่มีเพียงการศึกษาในคนอย่างในครั้งนี้เท่านั้น โดยพบว่าก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เคยศึกษาพบมาก่อนแล้วว่าสัตว์ที่รับ ประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงก็มักมีแนวโน้มในการได้ลูกตัวผู้มากกวาเช่น เดียวกัน

ที่มา สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

โรคอ้วนภัยร้ายที่มากับอาหารทำลายเด็กไทย


     ในปัจจุบันเด็กไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร เด็กจะรับประทานอาหารมากเกินไป จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยกลายเป็น โรคอ้วน

 ส่วน หนึ่งของปัญหานี้เกิดจากการขาดการดูแลที่ดีจากบิดามารดาหรือความเข้าใจผิด ว่าเด็กอ้วนคือเด็กมีสุขภาพดี และอนาคตเด็กอ้วนเหล่านี้จะมีปัญหาสุขภาพอันได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ  โรค กลุ่มอาการที่ดื้อต่อสารอินซูลิน นอนกรน หยุดหายใจขณะนอนหลับ นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคอ้วนยังนำไปสู่โรคทางจิตใจด้วย เช่น ไม่ค่อยคบเพื่อน เกิดโรคซึมเศร้า และในรายที่รุนแรงมากอาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย

      กอง โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับอาหารมากเกิน ไป ทำให้มีน้ำหนักมากไม่เหมาะสมกับส่วนสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพ เป็นโรคเรื้อรังต่างๆในเด็ก และลดน้ำหนักได้ยากมากยิ่งขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน โรคเรื้อรังดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากขึ้นและเสียชีวิตได้ง่าย

แนวทางแก้ไขเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน (เริ่มอ้วน/อ้วน)     ติดตามการชั่งน้ำหนักทุกเดือนและวัดส่วนสูงทุก  6 เดือน แนะนำการให้อาหารครบทุกกลุ่มได้แก่ เนื้อสัตว์/ไข่/นม ข้าว-แป้ง ผัก ผลไม้ และน้ำมัน ในปริมาณที่เหมาะสมและควรกินให้หลากหลาย ลดอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ อาหารประเภทข้าว-แป้ง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง เผือก มัน เป็นต้น และอาหารไขมัน เช่น น้ำมัน กะทิ ควรหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ผัด แกงกะทิหรือขนมใส่กะทิ งดกินจุกจิก เช่น ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม    ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20 นาที และเครื่องไหวร่างกายเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬา วิ่งเล่น เดินขึ้น-ลงบันได

            ขณะเดียวกันแพทย์ไทยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์จุล  ทิสยากร มูลนิธิเด็กโรคหัวใจได้เผยเกี่ยวกับโรคอ้วนในเด็กว่า   เมื่อ 40 ปีก่อน แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเด็กของประเทศไทยพบกับปัญหาโรคขาดอาหารในเด็กเป็นจำนวนมาก   และโรคขาดอาหารในเด็กได้ค่อยๆหมดไป

            แต่ที่กำลังกลายเป็นปัญหากับสังคมไทยแทนก็คือโรคอ้วนในเด็กอาจเป็นเพราะเด็กรับ ประทานอาหารมากเกินไปจนน้ำหนักตัวมากจนอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งในปัจจุบันพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของเด็กในกรุงเทพมหานคร  
           
            การป้องกันโรคอ้วนต้องเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเข้มงวดตั้งแต่แรกคลอด        โดย ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งทำให้เด็กมีโอกาสอ้วนน้อยกว่าเด็กที่ เลี้ยงด้วยนมวัว ในเด็กที่โตขึ้นครอบครัวมีหน้าที่จัดการและให้ความรู้เรื่องอาหารกับการออก กำลังกาย

หลักเกณฑ์ที่สำคัญเพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างได้ผล คือ ประการแรก ตั้งเป้าและจัดรายการเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคนโดยพิจารณาจากอายุ ความรุนแรงของน้ำหนักที่มากเกินไป และโรคที่มีร่วมด้วยแล้ว ประการที่สอง ครอบครัวต้องร่วมด้วยในภาคปฏิบัติ ประการที่สาม มีการประเมินผลบ่อยๆ ประการที่สี่ ต้องคำนึงถึงความประพฤติ สังคม และจิตใจของเด็กด้วย ประการสุดท้าย ให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแปลงอาหารและการออกกำลังกายที่เด็กและครอบครัว
นำไปปฏิบัติได้จริงๆ

ซึ่งน้ำหนักตัวของแต่ละคนคือ body mass index (bmi) ซึ่งคำนวณได้จากสูตรซึ่งใช้ได้ทั้งเพศหญิงและชาย

โดยการหาค่า bmi = น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) / ความสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง

การแปลผล bmi ที่คำนวณได้
            ค่า bmi (กก/ม2) การแปลผล
            20-25                            ดีที่สุด
            25-30                            น้ำหนักเกิน
            30-34                            อ้วน
            35-44                            อ้วนจนต้องระวังสุขภาพ
            45-49                            อ้วนจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
            มากกว่า 50                     ซุปเปอร์อ้วน (อันตรายมาก)
(ค่าปกติของ bmi ในเด็กที่อายุมากกว่า 9 ปี)
เด็กชาย             = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 13
เด็กหญิง            = อายุ (หน่วยเป็นปี) + 14)
 
จะ เห็นได้ว่า ความสำเร็จในการควบคุมน้ำหนักขึ้นกับความร่วมมือของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ที่ต้องยอมรับการจัดกิจกรรมร่วมกัน เช่น การเล่นกีฬา และการเปลี่ยนแปลงชนิดอาหารและวิธีการเตรียม  เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ไม่ควรใช้ยาเพื่อการควบคุมน้ำหนัก  ส่วน วิธีการผ่าตัดต่างๆเพื่อลดน้ำหนักจะพิจารณาใช้เฉพาะกับเด็กที่เจริญเติบโต เข้าสู่วัยหนุ่มสาวแล้วเท่านั้น และจะต้องเป็นโรคอ้วนที่อ้วนจนมีปัญหาต่อสุขภาพแล้วเพราะมีโรคแทรกซ้อนหรือ น้ำหนักมากถึงขั้นซุปเปอร์อ้วน

เรื่องโดย : นายพิทักษ์  ชนะวงศากุล 

10 ข้อเตือนสาวระวังภัยทางเพศจ่อเชือดกาแฟ


 "อย." จ่อเชือด กาแฟ-น้ำส้ม ปลุกเซ็กซ์ หลังรู้ผลตรวจส่วนผสม ใน 2 สัปดาห์ ด้าน"ชวรัตน์" สั่งคุมเข้มเส้นทางนำเข้า จากประเทศกลุ่มเสี่ยง ชี้ไม่มีผสมยาปลุกเซ็กซ์ อาจเป็นการอุปาทาน จากการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เผยประสานทางลับ กับตำรวจสืบหาแหล่งต้นตอเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ระบุโฆษณา เว็บไซต์-แมกกาซีน มีโทษปรับ ประสานไอซีทีเฝ้าระวังยกเลิก เตือนสาว 10 ประการระวังภัย
         
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 เม.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วยทีมงาน ได้เดินทางมาเข้าพบ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข และ นพ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมนำตัวอย่างเครื่องดื่มชนิดผงที่ต้องสงสัย 3 ประเภท คือ กาแฟผงชงน้ำร้อนสำหรับผู้ชาย โดยหน้าซองระบุว่า good for man (กู๊ด ฟอร์ แมน) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เคยตกเป็นข่าวมาแล้ว กาแฟผงพร้อมดื่มสำหรับผู้หญิง โดยหน้าซองระบุว่า enegy coffee (เอ็นเนจี้ คอฟฟี่) และน้ำส้มผงชงกับน้ำสำหรับผู้หญิง orange (ออ เร้น) บรรจุในซองสีทอง มอบให้ อย. ไปตรวจสอบ โดย นางปวีณา ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนว่าเมื่อผู้หญิงดื่มกาแฟ และน้ำส้มดังกล่าวเข้าไปแล้วจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มและมีอารมณ์ทางเพศ ไม่ทราบว่ามีสารอะไรผสมอยู่จึงอยากให้มีการตรวจสอบและเตือนผู้หญิงทุกคน
         
ด้าน นายชวรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขรู้สึกห่วงใยผู้บริโภค โดยเฉพาะสุภาพสตรี อย่างไรก็ตามขอแจ้งให้ทราบว่า ไม่มีกาแฟผสมยาปลุกเซ็กซ์ แต่อาจเป็นการอุปาทานจากการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หรือถ้ามีการใส่  สารซิลเดนาฟิล ซึ่งเป็นยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อย. ก็ได้มีการดำเนินการไปแล้วกับกาแฟยี่ห้อหนึ่ง ที่ผ่านมา

อย. ได้มีการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเต็มที่ อีกทั้งได้มีการประสานทางลับกับตำรวจในการสืบหาแหล่งต้นตอเพื่อดำเนินการตาม กฎหมาย อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ได้สั่งการให้ อย. คุมเข้มและเฝ้าระวังด่านอาหารและยา ในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์กาแฟผงสำเร็จรูปดังกล่าว และชนิดที่ผสมสารอื่น ๆ เช่น สมุนไพร สารสกัด คอลลาเจน แล้วนำมาอวดอ้างว่ามีสรรพคุณในเชิงป้อง กันรักษาโรค เช่น ลดความอ้วน ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ซึ่งการอวดอ้างดังกล่าว อย. ไม่เคยอนุญาตให้มีการโฆษณา
        
 ส่วน นพ.ชาตรี กล่าวว่า ทาง อย. จะนำเครื่องดื่มชนิดผงที่ได้รับมอบไปดำเนินการตรวจสอบว่ามีความผิดปกติหรือ มียาผสมหรือไม่ ซึ่งกาแฟที่ นางปวีณา นำมามอบให้ถือเป็นยี่ห้อใหม่ ไม่ใช่ยี่ห้อเดิมที่ทาง อย. เคยตรวจสอบก่อนหน้านี้และพบว่า มีการผสมสารซิลเดนาฟิล ที่เป็นยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ผู้สื่อข่าวถามว่า สารซิลเดนาฟิล    มี ฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศในผู้หญิงได้หรือไม่ นพ.ชาตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าจะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศใน ผู้หญิง
          
ทาง ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.กองควบคุมอาหาร อย. กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กาแฟที่ นางปวีณา นำมายื่นฉลากบนซองไม่ถูกต้อง เพราะมีการเพิ่มข้อความ “golden bull” (โกลเด้น บูล) และมีรูปกระทิงอยู่บนซอง อีกทั้งสถานที่นำเข้าและจัดจำหน่ายไม่ถูกต้อง ตามที่ขึ้นทะเบียน กับ ทาง อย. ไว้ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากนี้หากส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วพบว่า มียาแผน  ปัจจุบันตัวอื่นในกาแฟ จะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
         
ผอ.กอง ควบคุมอาหาร กล่าวต่อว่าส่วนน้ำส้มบรรจุซองแบบผงคงต้องไปตรวจสอบแหล่งจัดซื้อ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดบนซอง หากพบว่าไม่ขึ้นทะเบียนกับ อย. จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2  ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากมีการโฆษณาข้อมูลอันเป็นเท็จทางเว็บไซต์จะประสานไปยังกระทรวงเทค โนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อให้เฝ้าระวังและยกเลิกข้อความดังกล่าว และจะดำเนินการปรับ 5,000 บาท ส่วนที่มีการลงโฆษณา ในนิตยสาร จะทำหนังสือขอให้ยกเลิกการโฆษณาและดำเนินการปรับเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ผลการตรวจสอบเครื่องดื่มข้างต้นจะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์ หากพบว่ามีการใส่สารต้องห้ามหรือยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีการนำ เรื่องเข้าสู่คณะกรรมการอาหารเพื่อยกเลิกเลขสารบบอาหารต่อไป

ขณะที่ นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขอเตือนสุภาพสตรี 10 ข้อ         เพื่อให้ระมัดระวังตัวเอง คือ 1. อย่าไปเที่ยวคนเดียว ควรมีเพื่อนที่ไว้ใจไปด้วย 2. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ และหากต้องดื่มควรดื่มพอประมาณ เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลา 3. การดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด ควรดื่มแต่น้อย เพื่อรู้รสชาติ และหากรสชาติไม่คุ้นให้หยุดดื่ม 4. ไม่ควรรับเครื่องดื่มจากคนไม่รู้จัก ไม่สามารถเชื่อใจได้ 5.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแก้วเดียวกันหลายคน เพราะไม่รู้ว่ามีการใส่อะไรลงไปบ้าง 6. ควรดื่มเครื่องดื่มที่แกะต่อหน้า ไม่ใช่เปิดมาก่อน 7. หากต้องไปเข้าห้องน้ำหรือไปเต้นรำ กลับมาควรเปลี่ยนแก้วใหม่ 8. ให้ตั้งข้อสงสัยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงว่า อาจมีสิ่งปลอมปนที่ไม่ปลอดภัย 9. หากภาชนะที่บรรจุ ไม่มีชื่อผลิตภัณฑ์ ไม่มีเลขสารบบ อย. ไม่มีสถานที่ผลิต อย่าซื้อและอย่าบริโภค 10. หากพบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย โฆษณาโอ้อวดเกินจริง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ สาธารณสุขจังหวัดเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป


ที่มา: เดลินิวส์
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

มะกันระบุ ทานมื้อเช้าช่วยรักษาหุ่น


เผยคนกินอาหารเช้ามักไม่อ้วนและชอบออกกำลังกาย

สำนัก ข่าวรอยเตอร์รายงานว่าทีมนักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่าวัยรุ่นที่ รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าคนที่ไม่กิน อาหารเช้า อีกทั้งยังมักจะออกกำลังกายมากกว่าด้วย

ทั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบการรับประทานอาหร น้ำหนักตัว และวิถีชีวิตอื่นๆ ของคนวัยรุ่นจำนวน 2,216 คนในเมืองมินนีอาโปลิส ในรัฐมินเนโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนักวิจัยได้ทำการติดตามผลเป็นเวลานานถึง 5 ปี ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีอายุต่ำกว่า 15 ปีเมื่อเริ่มการวิจัย และผลการวิจัยครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ pediatrics

สำหรับ ข้อสรุปที่ได้จากการวิจัยนี้นั้นนักวิจัยกล่าวว่ายิ่งเด็กๆ รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมากเท่าไหร่ ดัชนีมวลกายของพวกเขายิ่งต่ำมากกว่าเท่านั้น โดยผลการวิจัยระบุว่าเด็กที่มักจะไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัว มากกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าทุกวันโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 2.3 กิโลกรัม

สิ่ง ที่เราศึกษาพบในการวิจัยนี้คือเด็กที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำโดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ทานทุกวันจะมีสุขภาพโดยรวมดีกว่ามาก ในแง่ของการมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีกว่าคุณมาร์ค เปเรียรา หัวหน้าทีมนักวิจัยจากโรงเรียนการสาธารณสุขศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมินเนโซตากล่าว

เด็ก พวกนี้มักจะมีการเคลื่อนไหวออกกำลังกายมากกว่า และมีการเลือกรับประทานอาหารโดยรวมที่ดีกว่าอีกด้วย ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงมีการรับเอาไขมันเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่ต่ำกว่า ได้คลอเลสเตอรอลน้อยกว่า และได้ใยอาหารมากกว่า คุณเปเรียรากล่าว

ทั้งนี้นักวิจัยกล่าวว่ามีการคาดการณ์กันว่ามีเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ที่มักจะไม่รับประทานอาหารเช้าและการคาดการณ์นี้ก็มาพร้อมๆ กับปัญหาเรื่องโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นในสหรัฐฯ ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นัก วิจัยกล่าวด้วยว่ามันอาจจะฟังแล้วเหมือนจะเป็นสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของคน โดยทั่วๆ ไปอยู่บ้างที่ว่าคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้ากลับจะอ้วนกว่าคนที่รับประทาน เป็นประจำแต่สิ่งที่ทีมของคุณเปเรียราศึกษาพบก็คือว่าการเติมอาหารเช้าเข้า ไปในท้องนั้นทำให้คนเราสามารถควบคุมความรู้สึกอยากอาหารไปได้ตลอดทั้งวันจึง อาจทำให้เราไม่รับประทานอาหารมากไปในมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำ

แต่ อย่างไรก็ดีคุณเปเรียรากล่าวว่า การรับประทานอาหารเช้าที่หมายถึงในการวิจัยนี้นั้นไม่ใช่อะไรก็ได้เป็นต้น ว่าโดนัทเคลือบช็อกโกแลต อะไรทำนองนั้นแต่หมายถึงอาหารเช้าที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจริง ๆ

และ ก็ไม่เพียงแต่เด็กวัยรุ่นเท่านั้นที่หากรับประทานมื้อเช้าแล้วจะทำให้มีผลดี ต่อสุขภาพการศึกษาก่อนหน้านี้โดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ ซึ่งทำในคนวัยกลางคนจำนวน 7,000 คนก็พบเช่นเดียวกันว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนที่ไม่ทาน

ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

สนุก-สุขภาพดี กับแอโรบิกดานซ์



ส่งเสริมการทำงานของหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
 
ใครจะเชื่อล่ะว่าการออกกำลังกายด้วย แอโรบิกดานซ์ (aerobic dance) จะสร้างพลังแห่งชีวิตได้ไม่ แพ้การฟิต แอนด์ เฟิร์ม ด้วยวิธีอื่นๆ ก่อนอื่นต้องขอ บอกก่อนว่าอย่าประมาทแอโรบิกดานซ์เป็นอันขาด เพราะถ้าเทียบกับการเล่นเวท ที่เราเห็นหนุ่มๆ เล่นจนกล้ามขึ้นเป็นมัด ๆ แล้วล่ะก็ อยากกระซิบบอกว่า ฟอร์มดี แต่สุขภาพนี่อาจแย่กว่าการเต้นแอโรบิกก็ได้ (ใครจะไปรู้)

เอ้า! จริง ๆ นะ เพราะแอโรบิกดานซ์ เป็นการออกกำลังกาย แบบแอโรบิก (aerobic exercise) ประเภทหนึ่งที่ใช้เวลานานพอที่จะทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการสร้าง พลังงาน ทำให้หัวใจและปอดถูกกระตุ้นซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกาย การออกกำลังกายที่ถือว่าเป็นแอโรบิกนั้นเขาบอกว่าจะต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ เช่น แขน ขา, หนักพอ, นานพอ และต้องทำติดต่อกัน

ส่วนการเล่นเวทเป็นเพียงการออกกำลังกายแบบอนาโรบิก (anaerobic exercise) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้แป้งอย่างเดียว (ไม่ใช้ไขมัน) จึงเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ดี (พอ) ถ้าทำอย่างเดียวโดยขาดการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมาประกอบ (จริง ๆ นะ)

นี่แหละเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายแบบ แอโรบิก จึงทำให้ร่างกายใช้พลังงานสูงขึ้น หัวใจและปอดทำงานเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งสุขภาพทั่วไปแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เหนื่อยอ่อนเพลียง่าย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว อาหารไม่ย่อยจะหมดไป ขับถ่ายสบาย ท้องไม่ผูก นอนหลับง่ายและหลับสนิทขึ้น ลดความเครียด ความวิตกกังวล และอารมณ์ซึมเศร้า หรืออาการทางประสาทอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังทำให้ไม่อยากบุหรี่ ไม่อยากดื่มเหล้า เบียร์ สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น ลดความอ้วนได้ผลดีที่สุด ทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส อารมณ์เยือกเย็นมั่นคง ความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น กระดูกแข็งแรงขึ้น เป็นวิธีป้องกันโรคหัวใจที่ได้ผลดีที่สุด ช่วยฟื้นฟูสภาพหัวใจที่ผิดปกติ เช่น หลอดเลือดโคโรนารี ของหัวใจตีบตัน

การออกกำลังกายด้วยแอโรบิกดานซ์ ซึ่งเป็นแบบ แอโรบิก จึงส่งผลดีต่อสุขภาพที่อยากแนะนำให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ ยุคใหม่หันมาเล่นกัน เพราะไม่ใช่การออกกำลังกายที่ยุ่งยาก

แอโรบิกดานซ์นั้นเป็นการออกกำลังกายที่แตกต่างไปจาก การบริหารร่างกายอื่น ๆ เพราะเป็นการนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมาเข้าจังหวะกับเพลง ด้วยการนำท่ากายบริหาร ท่าเต้นรำ การฝึกร่างกายแบบโยคะ มาผสมผสานกันโดยให้ท่าทางต่าง ๆ เข้ากับจังหวะเพลง ซึ่งมีผลส่งเสริมระบบการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น สร้างสรรค์ความอดทนและความแข็งแรงของหัวใจ ปอด และระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

จุดเด่นของแอโรบิกอยู่ที่การออกกำลังกายที่มุ่งฝึกฝนระบบหายใจ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก ตามการเคลื่อนไหวของร่างกายตามจังหวะเพลง ด้วยลีลา ท่วงทีในการออกกำลังกายที่ตื่นเต้นเร้าใจ คล้ายกับการเต้นรำทั่วไป จึงเป็นการออกกำลังกายที่สนุก เพราะทำเป็นกลุ่ม และจังหวะดนตรีช่วยให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยและความเบื่อหน่ายได้ด้วยการหายใจ เข้าออกอย่างแรง จนทำให้หัวใจและหลอดเลือดเกิดความแข็งแกร่งและความอดทน

นอกจากนี้ยังได้พบว่า จากการออก กำลังแอโรบิกดานซ์นี้ ทำให้เกิดการไหลเวียน ของเลือดแรงพอที่จะไปกระตุ้นให้ต่อมในสมองหลั่งฮอร์โมน เอนดอร์ฟินส์ ออกมา ทำให้รู้สึกสบาย ปลอดโปร่ง แจ่มใส หายเมื่อยล้า และติดใจอยากออกกำลังกายอยู่เสมอ

มาดูกันว่าก่อนที่เราจะไปสนุกกับการออกกำลังกายประเภทนี้ จะเตรียมตัวกันอย่างไร ก่อนอื่นดูที่อุปกรณ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิกดานซ์นั้นประกอบด้วย เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม มีเทปเพลงและเครื่องบันทึกเสียง พื้นห้องควรมีการยืดหยุ่น

แอโรบิกดานซ์นั้นใช้เวลาทั้งหมด 30-45 นาที โดยแบ่งการออกกำลังกายเป็น 3 ขั้นตอน เริ่มจากช่วงอบอุ่นร่างกาย (warm - up) เป็นการอุ่นเครื่องให้กล้ามเนื้อเริ่มทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น พร้อมที่จะออกกำลังมากกว่าปกติ ถ้าหากออกกำลังกายโดยไม่มีการอุ่นร่างกายก่อน อาจทำให้กล้ามเนื้อเป็นอันตรายได้ เช่น กล้ามเนื้อฉีก เคล็ด หรือขัดยอก เป็นต้น

ช่วงต่อมาคือแอโรบิก (aerobic) เป็นขั้นตอนของการบริหารร่างกาย ช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงาน ซึ่งเป็นผลทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สามารถเพิ่มหรือลดบางส่วนของร่างกายได้ และสุดท้ายคือช่วงผ่อนคลาย (cool - down) เป็นการบริหารอย่างช้า ๆ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่เพิ่งทำงานหนักค่อย ๆ ผ่อนคลาย รวมทั้งลดการทำงานของหัวใจให้เข้าสู่สภาวะปกติ ในขั้นนี้จะเน้นการหายใจ เข้า - ออก อย่างช้า ๆ ทำร่างกายให้สบาย ผ่อนคลายที่สุด

นอกจากนี้ ยังอาจแยกย่อยอย่างละเอียดได้อีกถึง 5 ขั้นตอน คือ
1. การอบอุ่นร่างกาย (warm up)
2. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (stretching)
3. ช่วงแอโรบิก (aerobic workout)
4. ช่วงผ่อนคลาย (cool-down)
5. การบริหารเฉพาะส่วน (floor work)

อย่างไรก็ตามแม้การออกกำลังกายจะมีประโยชน์ ต่อสุขภาพ แต่หากเราไม่รู้หลัก และขาดความระมัดระวัง ก็อาจทำให้เกิดโทษได้ ดังนั้น ผู้ที่จะฟิตร่างกายด้วย แอโรบิกดานซ์ จะต้องมีช่วงอายุที่เหมาะสม คืออายุ ไม่มากเกินไป เพราะระบบอวัยวะในร่างกายของคนที่อายุมาก มักจะทนต่อการเต้นที่ใช้เวลานานไม่ได้ หรือผู้ที่เต้นจะต้องไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการออกกำลังกาย เช่น เป็นโรคหัวใจ โรคความดันสูง อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ โรคปวดหลัง และคนที่เป็นโรคอ้วนมาก ๆ ควรปรึกษาแพทย์ ก่อนที่จะออกกำลังกาย

และถ้าจะให้ดีควรมีครูฝึกที่มีประสบการณ์ซึ่งเราสามารถ ขอคำแนะนำต่าง ๆ ได้...แล้วอย่าลืมมาสนุกกับ แอโรบิกดานซ์กันนะ... เอ้า ฟิต แอนด์ เฟิร์ม
 
ที่มา
ข้อมูลจาก :
มติชน
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

เสริมกำลังผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย ด้วยการเดิน


วิธีออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก ปลอดภัย ทำได้สม่ำเสมอ
 
การออกกำลังกายโดยการเดิน เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพราะนอกจากเป็นการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ยังเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายต่อการควบคุมระดับความแรงในการออกกำลังกาย และสะดวกต่อการวัดระดับความแรงในการออกกำลังกายโดยการจับชีพจร ผู้ป่วยสามารถเพิ่มระดับความแรงในการออกกำลังกายได้อย่างช้าๆ ซึ่งจะปลอดภัยกับผู้ป่วยยิ่งขึ้น

           การเดินออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ค่อน ข้างปลอดภัย โดยเฉพาะถ้าเริ่มเดินอย่างช้าๆ เช่นการเดินบนพื้นราบด้วยความเร็วสม่ำเสมอให้ได้ระยะทาง 1.6 กม.ใน 30 นาที จะต้องใช้พลังงานในการเดินประมาณ 2-3 เท่าของร่างกายขณะพักเท่านั้น ซึ่งการใช้พลังงานระดับนี้เทียบเท่ากับการใช้พลังงานในการทำกิจวัตรประจำวัน ภายในบ้าน และเมื่อออกกำลังกายไประยะหนึ่งแล้วก็สามารถเพิ่มความเร็วในการเดินได้ อย่างไรก็ดีก่อนการเพิ่มความเร็วในการเดินควรเพิ่มระยะเวลาในการเดินให้ได้ อย่างน้อย 30 นาทีก่อน

           ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมอุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกายให้พร้อมซึ่งได้แก่ รองเท้า ควรเป็นรองเท้าสำหรับเล่นกีฬา ที่มีแผ่นรองรับเท้าที่มีความนุ่มเพื่อลดแรงกระแทกขณะเดิน ถุงเท้าระบายอากาศได้ดี นาฬิกาสำหรับจับชีพจร และถ้าอากาศร้อนมากอย่าลืมเรื่องน้ำสะอาดที่จำเป็นต้องได้ชดเชยหลังการออก กำลังกายด้วย

           การออกกำลังกายนั้นจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย ก็ต่อเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างถูกต้องและต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมในการเดินสำหรับตัวเอง เช่น บางคนสะดวกที่จะเดินตอนเช้า บางคนเดินตอนเย็น นอกจากนี้ก็ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมและสะดวกที่จะออกกำลังกายด้วย และจะดีขึ้นไปอีก  ถ้ามีเพื่อนร่วมออกกำลังกายสักคนสองคน เพราะอาจทำให้บางคนสามารถที่จะออกกำลังกายได้สม่ำเสมอยิ่งขึ้น
 
  ที่มา
ข้อมูลจาก : น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

มะกันเจ๋ง พบแนวทางรักษาโรคซึมเศร้า


ระบุการออกกำลังกายและการทำให้อารมณ์ดีมีความสัมพันธ์กัน
 
บีบีซี นิวส์ ออนไลน์ รายงานการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐที่อาจนำไปสู่วิธีรักษาโรคซึมเศร้าใหม่ๆในอนาคต โดยในการทดลองพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึม เศร้ามีอาการดีขึ้นได้ ซึ่งการค้นพบนี้อาจนำไปสู่การพัฒนายาที่ให้ผลแบบเดียวกับการออกกำลังกายได้ ในอนาคต โดยทำงานพุ่งเป้าไปที่ยีนอย่างหนึ่งในสมอง

           ทั้งนี้นักวิจัยศึกษาเพื่อมุ่งทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลัง กายและการทำให้อารมณ์ดี โดยเน้นศึกษาพื้นที่สมองส่วนที่เรียกว่า hippocampus ที่ปัจจุบันเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาเพื่อหาทางพัฒนายารักษาโรคซึมเศร้า อยู่แล้ว

           ขณะเดียวกันนักวิจัยยังมุ่งหายีนที่เกี่ยวข้องด้วย โดยพัฒนาวิธีทดสอบเพื่อดูว่ายีนชนิดใดในพื้นที่ดังกล่าวทำงานเพิ่มขึ้นใน ระหว่างการออกกำลังกาย และได้พบยีนชนิดหนึ่งที่โดดเด่น มีชื่อเรียกว่า  vgf อันเป็นยีนที่เกี่ยวพันกับเคมี growth factor chemical ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเซลล์ประสาท ซึ่งตรงกับสมมุติฐานของนักวิจัยที่เชื่อว่าการจะแก้ปัญหาอาการซึมเศร้าได้จะ ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกัน ไม่ใช่ปรับเฉพาะเคมีที่อยู่รอบเซลล์เท่านั้น

           จากนั้นได้พัฒนาเคมีชนิดหนึ่งและนำไปทดสอบกับหนู พบว่ามีผลกระทบต่อพฤติกรรมที่มีลักษณะเดียวกับยาต้านโรคซึมเศร้าในมนุษย์ แต่นักวิจัยเชื่อว่ายาที่มีฐานมาจากยีน vgf อาจจะดีกว่ายาต้านโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน

           มาร์คัส โรเบิร์ต ผู้อำนวยการด้านนโยบายของสถาบัน mind กล่าวว่า แพทย์ควรให้การรับรองการออกกำลังกายเพื่อใช้รักษาปัญหาทางจิต ซึ่งที่ผ่านมาทางสถาบันให้การรับรองมานานแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นวิธี หนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงปัญหาสุขภาพจิตได้ ในขณะที่ผู้มีปัญหาดังกล่าวเปิดเผยว่าการออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา
 
ที่มา
ข้อมูลจาก : โลกวันนี้
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th