จากการจัดสัมมนาวิชาการ "ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร?" โดยเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมจัดทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ "ปลูกยารักษาป่า"
ด้าน ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการคุ้มครองสมุนไพรในเขตป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ภูผากูด จ.มุกดาหาร และจ.มหาสารคาม พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ชนบทบริโภคและใช้สมุนไพรมากถึงร้อยละ 78 เป็นการใช้เพื่อเยียวยารักษาผ่านการปรึกษาหมอพื้นบ้าน และอาศัยภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ทำให้สมุนไพรถูกใช้อย่างคุ้มค่าเฉพาะที่จำเป็น
ส่วนพื้นที่เขตเมือง ประชาชนนิยมบริโภคสมุนไพรแบบสำเร็จรูปและเป็นการใช้ตามกระแส โดยไม่ได้คำนึงว่าเหมาะสมกับสภาพหรือความจำเป็นต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรส่งเสริมและให้ความรู้แก่คนไทย รู้จักการใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
"กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สธ. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรร่วมมือศึกษาและสำรวจแหล่งของสมุนไพรชนิดต่างๆ ว่ามีอยู่ในพื้นที่ใด มีสรรพคุณอย่างไร เพื่อจัดทำเป็นแผนที่สมุนไพรว่าไทยมีสมุนไพรชนิดไหนอยู่ในภูมิภาคใด และควรส่งเสริมให้มีการปลูกอย่างไรและควรดำเนินการให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ50 ของทั้งประเทศภายใน 3 ปีนับจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกขโมยทรัพยากรประเทศเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558" ดร.อุษากล่าว
ขณะที่ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการ มูลนิธิสุขภาพไทย แสดงความเป็นห่วงว่าสมุนไพรจากป่าที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหายากขึ้นทุกวัน ควรนำสมุนไพรเหล่านี้กลับมาปลูกในพื้นที่ป่าชุมชน เขตวัดป่า และครัวเรือน
ล่าสุดได้มีการจัดทำข้อมูลวิธีการปลูกพืชจากป่า โดยมีเครือข่าย 12 พื้นที่นำร่องดำเนินการปลูกพืชเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 26,000 ต้นแยกชนิดได้มากกว่า 60 ชนิดสมุนไพรที่กำลังขาดแคลนแล้ว
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น