วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

รักษ์สุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย สร้างภูมิคุ้มกัน


 “ฝากออมสินสุขภาพ” ทุกคุณค่าเหมือนยาวิเศษ

จากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้ผู้คนในสังคมยุคปัจจุบันมีการใช้เครื่องทุ่นแรงมาอำนวยความสะดวกให้กับตนเองมากขึ้นมีการใช้แรงใช้กล้ามเนื้อประกอบภารกิจในการดำรงชีวิตประจำวันน้อยลง ส่งผลให้สุขภาพพื้นฐานและสมรรถภาพทางกายลดลง เพราะขาดการเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกาย

ยิ่งในสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกันสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดความกดดันและความเครียดสะสมทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้ผันแปรไปตามสภาวะของแรงกดดัน ก่อให้เกิดสภาวะความหวาดวิตกในความไม่มั่นคงของชีวิต นำไปสู่อาการของโรคเครียด โรควอตกกังวล โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคเจ็บป่วยทางสังคมอีกหลายชนิด ที่โถมกระหน่ำเข้าสู่บุคคลทุกเพศทุกวัยและทุกฐานะอาชีพ

ด้วยเหตุนี้การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี จึงเปรียบเสมือนยาวิเศษที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจได้ค่อนข้างมั่นคงถาวรและเป็นรูปธรรม หากได้มีการออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็กอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองในแต่ละวัย การออกกำลังกายจึงไม่ต่างอะไรกับการได้ “ฝากออมสินสุขภาพ” ให้กับตนเองช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงเป็นทุนสำรองไว้ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บในยามที่เข้าสู่วัยเสื่อมและวัยชรา ซึ่งจะเริ่มมีอาการปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 30 ปีเป็นต้นไป

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงมิใช่เพียงแต่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี มีอารมณ์แจ่มใสมั่นคง และมีความอดทนอดกลั้นต่อความกดดันของสังคม ที่บีบคั้นได้อย่างมากมายมหาศาลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งสามารถที่จะจำแนกวัตถุประสงค์ของการออกกำลังกายได้เป็น 4 ประการหลัก คือ

1. การออกกำลังกายเพื่อการบำบัดรักษา การออกกำลังกายประเภทนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการบำบัดรักษา ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรืออาการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่ติดต่อ อาทิเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคภูมิแพ้ โรคเครียดและโรคปวดหลัง ฯลฯ

ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันให้การยอมรับและใช้วิธีการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในการบำบัดรักษาอาการของโรคดังกล่าว เพื่อลดการใช้ยาให้น้อยลงและสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้สูงขึ้นเป็นการรักษาอาการของโรคควบคู่ไปกับการใช้ยา ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการจัดโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอาการของโรค และเหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกกำลังกายโดยเฉพาะอย่างใกล้ชิด

2. การออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูสภาพร่างกายการออกกำลังกายประเภทนี้ จะกระทำต่อจากการบำบัดรักษาหรือภายหลังจากอาการเจ็บป่วยทุเลาลงจนกระทั้งหายเป็นปกติ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายที่เสื่อมสภาพหรือทรุดโทรมลงในช่วงที่เจ็บป่วย ให้กลับฟื้นคืนสู่สภาพที่แข็งแรงเป็นปกติ อาทิเช่น อาการเจ็บไข้ไม่สบายโดยทั่วไป อาการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อาการเจ็บจากการเล่นหรือการแข่งขันกีฬา อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมทั้งอาการเสื่อมสภาพของร่างกายที่เกิดจากการขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งภายหลังจากอาการเจ็บป่วยทุเลาหรือหายเจ็บป่วยแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรงกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

3. การออกกำลังกายเพื่อการสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง การออกกำลังกายประเภทนี้มุ่งสร้างเสริมสุขภาพร่างกายจากสภาวะที่เป็นปกติให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงในองค์รวมของสุขภาพและสมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาความอดทนของระบบหายใจและไหลเวียนเลือด การสร้างเสริมความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัวและส่วนประกอบของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายสามารถประกอบภาระกิจในชีวิตประจำวันที่หนักและนานได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการเหน็ดเหนื่อยง่าย เป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกายที่จะช่วยป้องกันมิให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเพิ่มขึ้น สามารถประกอบหน้าที่การงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

4. การออกกำลังกายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถสูงสุดของร่างกาย การออกกำลังกายประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นการออกกำลังกายที่มุ่งพัฒนาทักษะและสมรรถภาพทางกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายของแต่ละบุคคลให้พัฒนาไปสู่ศักยภาพหรือความสามารถสูงสุดในแต่ละด้านที่ต้องการ เช่น ความแข็งแรง ความเร็ว กำลัง ความคล่องแคล่วว่องไว ความแม่นยำ ปฏิกิริยาการรับรู้การสั่งงานของสมอง ความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวและการทรงตัวที่ดี เป็นต้น

ซึ่งนอกจากจะทำให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเหนือกว่าคนทั่วไปแล้ว ยังสามารถปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายประเภทนี้จะใช้เฉพาะสำหรับนักกีฬาหรือบุคคลที่มีสุขภาพพื้นฐานแข็งแรง และมีการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายอย่างเป็นระบบ โดยผู้ฝึกสอนกีฬาหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฝึกสมรรถภาพเฉพาะด้านที่มีความสามารถ เช่น การออกกำลังกายหรือการฝึกซ้อมของนักกีฬาประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญและจำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพที่จะขาดเสียมอได้ ตราบใดที่ร่างกายยังมีลมหายใจและมีการเคลื่ยนไหว ทุกคนควรให้ความใส่ใจในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพ การออกกำลังกายจึงเปรียบเสมือนอาหารที่ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมที่จะทำหน้าที่และยืนหยัดเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ

เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในการดำรงชีวิต การออกกำลังกายนอกจากจะเป็นการให้อาหารเสริมกล้ามเนื้อและกระดูกโดยตรงแล้ว ยังช่วยเป็นการกระตุ้นระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยรักษาและชะลอการเสื่อมสภาพของอวัยวะรวมทั้งระบบโครงสร้างของร่างกาย ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดีทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ มีสุขภาพกายแข็งแรงและสุขภาพจิตเบิกบานแจ่มใส มีอายุยืนยาวและดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

มาออกกำกายกัน เพื่อสุขภาพและบุคคลิกภาพที่ดูดีของท่าน 

ที่มาจาก : สสส.

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

มะกันชวนออกกำลังกายเซฟค่าน้ำมัน


ใช้การเดิน วิ่ง แทนขับรถ ช่วยลดโลกร้อน
 
หลายคนอาจจะจินตนาการไม่ออกว่า "โรคอ้วน" และ "โลกร้อน" จะมีความเชื่อมโยงกันได้อย่างไรแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของสหรัฐออก มายืนยันว่า เราทุกคนสามารถลดแคลอรีไปพร้อมๆ กับช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนไปใน เวลาเดียวกันได้

           "เอพี" รายงานว่าเพียงแค่คุณๆ หยุดขับรถส่วนตัว แล้วหันมาเดินหรือขี่จักรยานไปไหนมาไหนแค่เพียงชั่วโมงครึ่ง รวมทั้งบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เท่านี้ก็จะช่วยรักษาโลกและรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กันเรียกว่าได้ประโยชน์แบบ 2in 1 เลยทีเดียว

           เพราะจากการคำนวณของนักซิทยาศาสตร์พบว่า หากคนอเมริกันอายุประมาณ 10-70 ปี หันมาใช้การเดินไปไหนมาไหนสักชั่วโมงครึ่งต่อวัน แทนที่จะขับรถไปก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดก๊าซเรือนกระจกลงได้มากถึง 64 ล้านตันต่อปี

           นอกจากนี้ยังจะสามารถประหยัดการใช้น้ำมันได้อีกราว 6.5 พันล้านแกลลอน ซึ่งจะทำให้คนอเมริกันประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมันไปได้กว่า 3 พันล้านปอนด์

           "ดร.โฮเวิร์ด ฟรัมคิน" ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ระบุว่าซีดีซีตัดสินใจเผยแพร่โครงการที่ให้ประโยชน์สองด้านในเวลาเดียวกัน เพื่อต่อสู้กับโลกร้อนและโรคอ้วนด้วยการออกกำลังกายทุกๆ วันเช่นการเดินไปโรงเรียน หรือเดินไปทำงาน

           ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อภาวะสาธารณสุขของทุกประเทศโดยองค์การอนามัย โลก (who) ประเมินว่า ในปี 2543 มีผู้คนราว 160,000 คนเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ท้องร่วง ภาวะทุพโภชนาการและเสียชีวิตจากน้ำท่วม ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

           ดร.ฟรัมคินกล่าวในการประชุมด้านสาธารณสุขประจำปีว่า สิ่งสำคัญคือต้องให้ผู้คนลดการขับรถลงให้ได้ เพราะนอกจากการใช้จักรยาน หรือเดินจะช่วยลดความอ้วนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนแล้ว ยังช่วยลดหมอกควันลดการเสียชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุ รวมถึงช่วยลดภาวะโรถกกระดูกพรุน (osteoporosis)

           ทั้งนี้ งานวิจัยงาน "พอล ฮิกกินส์" นักวิทยาศาสตร์ประจำสมาคมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐที่เผยปพร่ในปี 2548 ก็พบว่าคนที่เดินเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงครึ่งทุกวันจะมีน้ำหนักลดลงประมาณปีละ 13 ปอนด์และหากทุกคนหันมาเดินแทนการขับรถ ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีลงได้รวมกันมากถึง 10.5 ล้านล้านแคลอรี ขณะเดียวกันก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณเทียบเท่ากับ ที่รัฐนิวเม็กซิโกปล่อยออกมา

           ด้าน "ดร.โรเบิร์ต ลอว์เรนซ์" จากสกูล ออฟ พับลิก เฮลท์ จากสถาบันจอห์น ฮอปกินส์ระบุว่า นอกเหนือจากการลดการขับขี่แล้วการเปลี่ยนมาบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลงก็มี ส่วนช่วยลดโลกร้อนเช่นกัน เพราะการเลี้ยงสัตว์จะใช้พลังงานและที่ดินมากกว่าการปลูกผลไม้ผักและเมล็ด พันธุ์ธัญญาหารต่างๆ
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

แนะผู้สูงอายุ เหยียด–ยืด–หด เพิ่มความแข็งแรง ลดโรค



พบอายุ 60 ขึ้นมีการออกกำลังน้อย ส่งผลต่อระบบของร่างกาย
 
จะขอพูดถึงผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและไม่เคยหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะว่าผู้ที่ออกำลังกายอยู่เสมอตลอดมาเมื่อ ท่านสูงอายุแล้วท่านย่อมมีความเข้าใจที่ดีต่อการออกกำลังกาย ดังนั้นจีงอยากเน้นผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายว่าจะออกกำลัง กายอย่างไรดี จึงเป็นประโยชน์มากว่าโทษที่อาจจะเกิดขึ้น

ส่วนใหญ่ที่ผู้สูงอายุจะมาเริ่มออกกำลังกายเมื่อบั้นปลายของชีวิตมักจะประสบ กับปัญหาเรื่องสุขภาพ และได้คำแนะนำจากคุณหมอว่าจะต้องออกกำลังกาย เพื่อชะลอความป่วย หรืออาจจะรักษาอาการป่วย หรือ คงสภาพของร่างกายให้มีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น

การออกกำลังกายในผู้สูงอายุสามารถทำได้ง่ายๆ คือ การอบอุ่นร่างกาย เพียง 5 นาที โดยการเหยียดแข้ง เหยียดขา แกว่งแขน วิ่งเหยาะๆ ช้าๆ หลีกเลี่ยงการกระแทกหรือสะบัด ออกกำลังกายอย่างจริงจัง 25 – 30 นาที สัปดาห์ละ 3- 4 ครั้ง เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การว่ายน้ำ ฯลฯให้มีความเหนื่อย แต่ไม่หนักเบาจนเกินไปโดยดูว่าถ้าเหนื่อยมากแสดงว่าหนักเกินไป ถ้าไม่รู้สึกเหนื่อยแสดงว่าเบาเกินไป สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกาย ควรเริ่มทำครั้งละน้อยๆ อาจเป็น 5-10 นาทีแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนสามารถออกกำลังกายได้นานติดต่อกันประมาณ 20-30 นาที เสร็จแล้วผ่อนให้เย็นลง 5 นาที โดยผ่อนลงทีละน้อยอย่าหยุดทันที เช่น ลดความเร็วของการวิ่ง เป็น วิ่งช้า จาก เดินเร็ว เดินช้า

ผู้สูงอายุควรจะต้องออกกำลังให้ข้อต่อต่างๆ มีการเหยียด – ยืด – หด เพื่อให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย มีความยืดหยุ่นได้ดี การเดิน- การวิ่ง- การขี่จักรยาน ข้อต่อบริเวณคอ หลัง เอว มีการเคลื่อนไหวน้อย ที่เคลื่อนไหวออกกำลังมาก เป็นข้อสะโพก ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อไหล่ การว่ายน้ำ ยิ่งว่ายท่าต่างๆมากท่าจะมีการเคลื่อนไหวข้อได้มากขึ้น จะต้องออกกำลังให้เกิดการทรงตัวดีขึ้น คนที่ทรงตัวดีจะสามารถเดินบนกระดานแผ่นเดียวได้ การเดิน – การวิ่ง เป็นการฝึกการทรงตัวอย่างหนึ่ง

ประโยชน์ที่ได้จากการออกกำลังกายของผู้สูงอายุนั้นมีทั้งผลที่มีต่อระบบ หัวใจ หลอดเลือด และ การหายใจ รวมทั้งผลต่อเลือดด้วย ในการออกกำลังกายประเภทที่ใช้ความอดทนเป็นเวลานาน หัวใจจะมีปริมาตรเพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ครั้งละมากๆ มีการกระจายของหลอดเลือดฝอยมากขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจได้รับเลือดหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ระดับของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง ภาวะอุดตันของหลอดเลือดแดงลดน้อยลง เป็นต้น
ผลทางด้านระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างโดยเป็นการเพิ่มกำลังของกล้าม เนื้อ(muscular strength)เพิ่มความอดทนของกล้ามเนื้อ (muscular endurancd) กล้ามเนื้อทำงานได้นานขึ้น พังผืดและเอ็นแข็งแรงขึ้น ทำให้ข้อต่อมีความมั่นคงมากขึ้น ข้อต่อมีการอ่อนตัวดีขึ้น ทำให้การทรงตัว, การอ่อนตัว,การเคลื่อนไหวสะดวกขึ้น ปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายทั้งในและนอกอำนาจจิตใจดีขึ้น โดยเฉพาะการสั่งงานของกล้ามเนื้อจะทำงานได้ดี ทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆประสานงานกันได้ดีและมีประสิทธิภาพ

ผลทางด้านเมตะบอลิสม์และน้ำหนักของร่างกาย ช่วยลดไขมันของร่างกาย ป้องกันไม่ให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้น จึงสามารถป้องกันการเป็นโรคเบาหวานได้ด้วย และทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น ผู้สูงอายุที่ออกกำลังเสมอ จะไม่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องผูก ซึ่งเป็นอาการประจำของผู้ที่มิได้ออกกำลัง นิสัยการนอนดีขึ้น ทำให้อาการนอนไม่หลับลดลงหรือหมดไป จะหลับสนิทมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา เพิ่มพลังสำหรับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพิ่มความสามารถและพลังทางเพศดีขึ้น เชื่อว่าการอกกำลังที่เหมาะสมทำให้ระดับของฮอร์โมนเพศออกมามากขึ้นทั้งชาย และหญิงแต่ทั้งนี้จะต้องไม่ออกกำลังมากเกินไปซึ่งจะให้ผลในด้านตรงกันข้าม

การออกกำลังยังมีผลโดยตรงต่อจิตใจในการลดความเครียดได้ทันที การออกกำลังเป็นประจำช่วยแก้ไขสภาพที่ผิดปรกติทางจิตใจบางอย่างได้ วิทยาการสมัยใหม่ พบว่านขณะที่ออกกำลัง ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาซึ่งจะช่วยลดความเจ็บป่วยของร่างกาย และทำให้จิตใจสดชื่น และสามารถลดความเศร้า

การออกกำลังกายที่นิยมกันมากในปัจจุบัน คือ กายบริหาร, การรำมวยจีน, โยคะ, การเดินและ การวิ่งช้าๆ ซึ่งต่างกับการเดิน การเดินนั้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งแตะพื้นอยู่เสมอ ส่วนการวิ่งจะมีช่วงใดช่วงหนึ่งที่เท้าไม่แตะพื้น ถ้าผู้สูงอายุสามารถวิ่งได้ ก็ไม่มีข้อห้ามแต่ต้องมีข้อเท้าที่ดีเป็นวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูง อายุ

จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายนั้นส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายให้มีการทำงานที่ดี มีความมั่นคง แข็งแรง มีปฏิกิริยาการตอบสนองได้เป็นปกติ ไม่ก่อให้เกิดความเครียด หากได้การออกกำลังกาย ดังนั้นควร หันมาออกกำลังกายกันตั้งแต่วันนี้นะค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรคในวันข้างหน้า

ข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

ผุดแผนที่สมุนไพรไทยอนุรักษ์พันธุ์ไม้รักษาโรค


จากการจัดสัมมนาวิชาการ "ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร?" โดยเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมจัดทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ "ปลูกยารักษาป่า"

นางภัสรา ชวประดิษฐ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่าจากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2553 มีเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร 47,890 ไร่ โดยสมุนไพรป่า ที่ไม่มีการปลูก เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะมีการเก็บสมุนไพรไปใช้หรือขาย เช่น รากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพร รากชิงชี่ รากเท้ายายม่อม และอัคคีทวาร ซึ่งการปลูกพืชสมุนไพรมีข้อจำกัดหลายอย่าง

ด้าน ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการคุ้มครองสมุนไพรในเขตป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ภูผากูด จ.มุกดาหาร และจ.มหาสารคาม พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ชนบทบริโภคและใช้สมุนไพรมากถึงร้อยละ 78 เป็นการใช้เพื่อเยียวยารักษาผ่านการปรึกษาหมอพื้นบ้าน และอาศัยภูมิปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ทำให้สมุนไพรถูกใช้อย่างคุ้มค่าเฉพาะที่จำเป็น

ส่วนพื้นที่เขตเมือง ประชาชนนิยมบริโภคสมุนไพรแบบสำเร็จรูปและเป็นการใช้ตามกระแส โดยไม่ได้คำนึงว่าเหมาะสมกับสภาพหรือความจำเป็นต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรส่งเสริมและให้ความรู้แก่คนไทย รู้จักการใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

"กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สธ. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรร่วมมือศึกษาและสำรวจแหล่งของสมุนไพรชนิดต่างๆ ว่ามีอยู่ในพื้นที่ใด มีสรรพคุณอย่างไร เพื่อจัดทำเป็นแผนที่สมุนไพรว่าไทยมีสมุนไพรชนิดไหนอยู่ในภูมิภาคใด และควรส่งเสริมให้มีการปลูกอย่างไรและควรดำเนินการให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ50 ของทั้งประเทศภายใน 3 ปีนับจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกขโมยทรัพยากรประเทศเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558" ดร.อุษากล่าว

ขณะที่ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการ มูลนิธิสุขภาพไทย แสดงความเป็นห่วงว่าสมุนไพรจากป่าที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหายากขึ้นทุกวัน ควรนำสมุนไพรเหล่านี้กลับมาปลูกในพื้นที่ป่าชุมชน เขตวัดป่า และครัวเรือน

ล่าสุดได้มีการจัดทำข้อมูลวิธีการปลูกพืชจากป่า โดยมีเครือข่าย 12 พื้นที่นำร่องดำเนินการปลูกพืชเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 26,000 ต้นแยกชนิดได้มากกว่า 60 ชนิดสมุนไพรที่กำลังขาดแคลนแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สรรพคุณสมุนไพร (ไทย) สีสันบอกได้


เคยรู้ไหมว่าสีสันสดใสสวยงามของ สมุนไพรไทยแต่ละชนิดที่ปลูกริมรั้วบ้านของเรา สามารถบ่งบอกสรรพคุณที่แตกต่างเหลือเชื่อเรายังมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจ.ปราจีนบุรี มาฝากพร้อมเมนูเก๋ๆ ด้วย

หลักความสัมพันธ์สีบอกสรรพคุณ

แววใจ พิมพิลา แพทย์แผนไทยประยุกต์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้อธิบายหลักความสัมพันธ์ระหว่างสีสันของสมุนไพรไทยและสรรพคุณไว้น่าสนใจดังนี้

สีแดงเป็นสีโทนร้อน หมายถึง สีแห่งอำนาจ แสดงถึงการมีพลัง เป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุดให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้นท้าทาย ในทางจิตวิทยามีความเชื่อมโยงกับสุขภาพอย่างชัดเจน

สมุนไพรที่มีสีแดง อาทิ กระเจี๊ยบแดง มะเขือเทศ ฝาง ฯลฯ มีสรรพคุณส่วนใหญ่ใช้บำรุงร่างกายและปรับสมดุลธาตุไฟ นอกจากนี้ยังพบว่า ผัก ผลไม้สีแดง ยังเป็นแหล่งวิตามิน บี12 ทองแดง เหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารช่วยบำรุงระบบประสาท สอดคล้องกับพลังของสีแดงที่ช่วยกระตุ้นพลังชีวิตให้เข้มแข็ง มีความกระตือรือร้น ทำให้มีชีวิตชีวาขึ้น

สีเหลืองหมายถึง สีแห่งสติปัญญา ความเบิกบาน ร่าเริง มีชีวิตชีวา แจ่มใส ความคิดสร้างสรรค์ การมองโลกในแง่ดี สรรพคุณของสมุนไพรสีเหลืองส่วนใหญ่มีฤทธิ์ช่วยในการขับลม ช่วยให้น้ำดีในลำไส้ทำงานได้ดี อาทิขมิ้นชัน ดาวเรือง ขิง

สีเขียวเป็นสีแห่งการพัฒนาและสื่อถึงความสงบเยือกเย็น ผ่อนคลาย สรรพคุณสมุนไพรสีเขียวส่วนมากมีฤทธิ์เย็น ช่วยให้ผ่อนคลาย สร้างสมดุล ช่วยในการลดความดันโลหิต บำรุงหัวใจ ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด อาทิ ใบเตย บัวบก ย่านาง เป็นต้น

สีม่วงถือว่าเป็นสีแห่งจิตวิญญาณ การหยั่งรู้ สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมีความคิดและการมองเห็นกว้างไกล พัฒนาการเรียนรู้เร็ว สมุนไพรสีม่วงมีสรรพคุณช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดฝอย เพิ่มความจำ ช่วยในการบำรุงสายตา อาทิ องุ่นแดง มะเขือม่วง มันต่อเผือก ดอกอัญชัน ลูกหม่อน

สีขาวหมายถึง สีแห่งความบริสุทธิ์ สะอาด สมุนไพรสีขาวช่วยทำให้ภายในร่างกายสะอาด ขับปัสสาวะ ขับของเสียออกจากร่างกาย เป็นยาบำรุงปอด ฟอกเลือด อาทิ หญ้าดอกขาว บานไม่รู้โรยดอกขาว เป็นต้น

เมนูสุขภาพจากสมุนไพร
เมนูสีแดง "กระเจี๊ยบกวนใจ" ประกอบด้วย ดอกกระเจี๊ยบ 500 กรัม น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง และเกลือ 1 ช้อนชา เคล็ดลับเมนูนี้อยู่ที่การกวนกระเจี๊ยบหากผสมกล้วยสุกในอัตราส่วนเท่ากับดอก กระเจี๊ยบจะทำให้ได้รสชาติกลมกล่อมและกวนได้ง่ายขึ้น

วิธีทำ นำดอกกระเจี๊ยบต้มกับน้ำเปล่าจนกระทั่งดอกกระเจี๊ยบนั้นเริ่มนิ่ม แล้วทำการบดให้เป็นเนื้อละเอียดผสมน้ำตาลทราย เกลือ และกระเจี๊ยบที่บดแล้วเข้าด้วยกันกวนจนเหนียว เสร็จแล้วนำกระเจี๊ยบที่กวนแล้วเทใส่ถาดเกลี่ยเป็นแผ่นบางพอสมควร นำไปตากแดดให้แห้งใช้แม่พิมพ์รูปหัวใจ หรือตัดกระเจี๊ยบแผ่นที่ทำไว้เป็นรูปหัวใจ เป็นของฝากคนรักในครอบครัวได้

สีขาว"ชาบานไม่รู้โรยดอกขาว" วิธี ทำ ล้างบานไม่รู้โรยให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งแล้วเก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกบานไม่รู้โรยประมาณ 1-2 ดอกใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาที จึงดื่มหรือจะใช้วิธีการต้มเดือดก็ได้ สรรพคุณบำรุงตับ แก้อาการเจ็บตา แก้ไอระงับอาการหอบหืด ขับปัสสาวะ แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน และแผลผื่นคัน

สีเหลือง "ชาชงดอกดาวเรือง" ทำ ง่ายๆ โดยนำดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้งเพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน เก็บใส่ขวดให้มิดชิดปิดฝาให้แน่น รับประทานโดยใช้ดอกดาวเรือง 1-2 ดอก หรือ 1 หยิบมือ ใส่ในแก้วน้ำเทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไปทิ้งไว้ 15-20 นาที ดื่มร้อนหรือเย็นได้ตามใจชอบ

สรรพคุณดอกดาวเรืองตามตำรายา คือ บำรุงสายตาได้ดี ฟอกเลือด ละลายเสมหะ ขับลม ขับร้อน แก้ไอหวัดไอกรน เต้านมอักเสบ คางทูม แก้เวียนศีรษะ

นอกจากนี้ ดาวเรืองยังนำรับประทานเป็นผักได้ด้วยโดยเลือกดอกดาวเรืองที่ยังตูม นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกดอกบานนำมาปรุงแบบยำผสมเนื้อสัตว์ได้ตามใจชอบอาจนำไป ผัดหรือชุบแป้งทอดก็จะได้อาหารที่มีประโยชน์และอร่อยไปอีกแบบ

สีเขียว "ชาเตยหอม" เริ่มด้วยการล้างใบเตยให้สะอาดนำมาหั่นให้ละเอียด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด สามารถรับประทานโดยการนำชาใบเตยประมาณหนึ่งหยิบมือใส่ในแก้วน้ำ เทน้ำร้อนลงไป ทิ้งไว้ให้ตัวยาจากใบเตยละลายแล้วจึงดื่ม

สรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจขอแนะนำผู้ป่วยที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรงให้พกชาใบ เตยติดกระเป๋า ดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้ยังช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษ และช่วยชูกำลังได้

สีม่วงแนะนำ "ชาอัญชัน" เริ่มด้วยการล้างดอกอัญชันให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วหรืออบแห้ง เก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด รับประทานโดยใช้ดอกอัญชัน 4-5 ดอก หรือหนึ่งหยิบมือใส่แก้วน้ำ เติมน้ำร้อน ทิ้งไว้ให้ตัวยาละลาย หรือประมาณ 15-20 นาทีจึงดื่ม

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานิน เพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดเล็ก ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ และบรรเทาอาการผมร่วงได้

ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ อย่างนี้ อย่าเผลอไปตัดสมุนไพรที่ปลูกอยู่ริมรั้วบ้านของท่านทิ้งละกัน หรือถ้าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทยมีสรรพคุณอย่างไรสอบถามข้อมูลเพิ่ม เติมได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี โทร. 037-211-289

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ขมิ้นชัน-ใบหนุมานประสานกาย สมุนไพรไทยทำน้ำมันทากันยุง




มีการศึกษาพบ เหง้าขมิ้นชัน และใบหนุมานประสานกายที่สกัดในน้ำมันมะพร้าว มีฤทธิ์ป้องกันยุงได้นานกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นน้ำมันทากันยุงใช้เองที่บ้านได้ง่ายๆ
นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระมรวงสาธารณสุข เปิด เผยว่า ปัญหายุงรบกวนเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการดำรงชีวิตของผู้ปรสบภัยน้ำ ท่วมในขณะนี้ และก่อให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงรำคาญ ซึ่งเป็นพาหะโรคไข้สมองอักเสบ และเท้าช้าง การจัดการปัญหายุงรบกวนในสภาวะน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการป้องกันตนเองไม่ให้เกิดยุงกัด เช่น การใช้สารทาป้องกันยุงหรือยาจุดกันยุงไม่ให้มารบกวน

นอกจากนี้กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพรและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้เริ่มดำเนินการศึกษา เพื่อหาผลิตภัณฑ์ทากันยุง ที่ผลิตจากสมุนไพรและวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ เตรียมเองได้ง่าย และมีประสิทธิภาพป้องกันยุงได้ดี จากเดิมที่ได้พัฒนาตำรับโลชั่นกันยุงสมุนไพรจากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจาก เหง้าขมิ้นชัน และหนุมานประสานกาย พบว่า มีประสิทธิภาพป้องกันการกัดของยุงได้หลายชนิด ในปีนี้จึงพัฒนาตำรับให้ประชาชนสามารถทำน้ำมันทากันยุงใช้เองที่บ้านได้ ง่ายๆ

วิธีการเตรียมน้ำมันทากันยุง
1. นำสมุนไพรที่ต้องการมาล้างให้สะอาด นำไปผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำมาหั่นให้มีขนาดเล็กเท่าๆ กัน
2. เทน้ำมันมะพร้าวที่มีน้ำหนักเท่ากับสมุนไพรใส่ในกระทะ นำไปตั้งไฟใฟ้ร้อนจัด
3. นำสมุนไพรที่เตรียมไว้ ทอดด้วยไฟร้อนๆ 5 นาที แล้วปิดไฟ
4. ช้อนเอาสมุนไพรออก กรองน้ำมันด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งให้เย็น แล้วเก็ยเอาน้ำมันไว้ใช้เป็นยาทากันยุง ในการศึกษานี้ ได้นำน้ำมันไว้ใช้เป็นยาทากันยุง ในการศึกษานี้ ได้นำน้ำมันผสมสารสกัดสมุนไพรแต่ละชนิดไปมดสอบฤทธิ์กันยุงชนิดต่าง ๆ พบว่า สารสกัดสมุนไพรจากใบหนุมานประสานกาย และเหง้าขมิ้นชัน สามารถป้องกันยุงที่กัดกลางวันได้ประมาณ 2 ชั่วโมง และยุงที่กีดกลางคืนได้นาน 7 ชั่วโมง

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สมุนไพรไทย มหัศจรรย์ รักษาโรคร้าย


โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วปีละหลายล้านคน ทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทางการแพทย์พยายามแสวงหาวิธีลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร เพราะวิถีการดำเนินชีวิตและสภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนต่างเร่งรีบที่จะดำเนินกิจกรรมของตนในแต่ละวันให้แล้วเสร็จ จนลืมหันมาดูแลเรื่องสุขภาพ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค

สำหรับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวนอก จากจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคแล้ว ยังต้องเร่งหาเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ก็อย่างที่ทราบๆ กันดีว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของทั้ง 3โรคนี้สูงมาก ยาที่ใช้ในการรักษาส่วนใหญ่เป็นยานอกราคาแพง ทำให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานเพราะไม่มีเงินซื้อยา

หากคนไทยไม่ยึดติดกับค่า นิยมว่าจะต้องกินยานอกถึงจะหาย ก็ลองหันมามองสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราดูบ้าง เพราะสมุนไพรไทยก็มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับยานอกหรือจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคร้ายแรงทั้ง 3

น้ำตรีผลา ยับยั้งต้านเซลล์มะเร็ง
คน ไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้า จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ 60-70% ในผู้หญิงหากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก

จาก การสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่ามีสมุนไพร 1,927 ตำรับที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งมะ เร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็ง เริ่มได้รับการยอมรับจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติมากขึ้น โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็ง ได้จริง

โดยสมุนไพรที่กล่าวถึงนั่นก็คือ น้ำตรีผลา ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ และช่วยชะลอความแก่ด้วย นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในน้ำตรีผลายังมีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์ มะเร็ง หรือหากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้วก็จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้า โดยมีผลวิจัยรองรับจากคณะเภสัช ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 พริกขี้หนูสดลดเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรค หัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการตาย อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการกินอาหารที่มีไขมันสูง และกินอาหารประเภทเส้นใยน้อย อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอด อาหารประเภทผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่ อาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ต่างๆ อาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี

จาก ผลการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ผลของพริกขี้หนูต่อปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด" ภายใต้การดูแลของ ศ.น.พ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบริโภคพริกขี้หนูสด ต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในหญิงไทยที่มีไขมันในเลือดสูง

โดย ได้ทำการศึกษาหญิงไทยจำนวน 50 คน ซึ่งมีระดับไขมันในเลือดสูง แต่มีสุขภาพโดยทั่วไปดี อายุอยู่ในช่วง 45-64 ปี และหมดประจำเดือนแล้ว แต่ไม่มีอาการแสดงของโรคเรื้อรังใดๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน และไม่รับประทานพริกมากกว่า 10 กรัมต่อวัน จากการศึกษาพบว่าระยะการบริโภคพริกขี้หนูมีผลดีต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ การลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย มีแนวโน้มชะลอการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือด โดยมีผลภายใน 30 นาทีหลังจากการบริโภคพริกขี้หนูสด

ทั้งนี้คนไทย บริโภคพริกเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหาร ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเผ็ดของพริกคือ "แคปไซซิน" ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร และที่น่าสนใจคือ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอก จากนี้พบว่าคนไทยซึ่งมีการบริโภคพริกเป็นประจำมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดน้อยกว่าประชากรในประเทศทางตะวันตกที่บริโภคพริกน้อย

พืช ผักหลังบ้าน ยาต้านเบาหวาน
โรค เบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยกลางคน มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภค แป้งและน้ำตาลมากเกินไป รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น

โดยร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทานเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้สูงขึ้น รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้อง กันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคเบาหวาน

สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน
มะระ ขี้นก, มะระจีนช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นกหั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและ ใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด

ตำลึงใบและเถาตำลึงมี ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ เตยหอม ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้
ดังนั้นผู้ที่ เป็นอยู่แล้วนอกจากลองสมุน ไพรไทยแล้ว ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาร่างกาย ระมัด ระวังไม่ให้เกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า สำ หรับท่านที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานควรปฏิบัติตัวตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จะเป็นการป้องโรคได้ดีที่สุด

สมุนไพรไทยที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงส่วน หนึ่ง ยังมีสมุนไพรไทยอีกจำนวนมากที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ดีไม่แพ้ยาฝรั่ง แต่กลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยเพราะขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะลุกขึ้นมาใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้เกิด ประโยชน์ และส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง

สูตรน้ำตรีผลา 

ส่วนประกอบ : สมอพิเภก 100 กรัม, สมอไทย 200 กรัม, มะขามป้อม 400 กรัม
วิธีการปรุง : นำ สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที เติมน้ำตาลทราย 600 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา หากเข้มข้นเกินไปให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ กรองผ่านผ้ากรองหรือกระชอน ใส่ภาชนะสำหรับเตรียมดื่ม ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็นแทนเครื่องดื่มทั่วไป เช้า กลางวัน เย็น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ